แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพที่น่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพที่น่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับ ปาก และ ฟัน

15 เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับ ปาก และ ฟัน
1. รู้จักฟันกันหน่อย
ฟันเป็นอวัยวะพิเศษที่เจริญมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก (Ectoderm) เช่นเดียวกับผิวหนังหรือเกร็ดของปลา ฟันมี 2 ชุดคือฟันแท้และฟันน้ำนมซึ่งมีโครงสร้างคล้ายๆ กันดังนี้
มีชั้นเคลือบฟัน (Enamel)เป็น ส่วนที่อยู่นอกสุดและมีความแข็งที่สุดของฟัน ทำหน้าที่รับน้ำหนักในการบดเคี้ยว มีโครงสร้างเป็นผลึก ไม่มีเส้นเลือดและเส้นประสาท จึงเป็นส่วนที่ไม่ได้รับความรู้สึก เวลาที่ฟันเริ่มผุจึงไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ
ชั้นเนื้อฟัน (Dentine) เป็น ส่วนที่อยู่ถัดจากเข้ามา ประกอบด้วยท่อเล็กๆจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่รวมของเส้นประสาทรับความรู้สึก ดังนั้นเวลาฟันผุถึงชั้นนี้ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเสียวฟัน
โพรงประสาทฟัน (Pulp) คือ โพรงช่องว่างภายในฟัน เป็นที่อยู่ของเส้นประสาท และเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงตัวฟัน ทำหน้าที่ในการรับความรู้สึกร้อน เย็น ปวด เจ็บ กรณีที่ฟันผุมาถึงชั้นนี้ จะไม่สามารถอุดฟันได้
ชั้นร่องเหงือก (Gingival crevice) คือ ร่องระหว่างตัวฟันกับขอบเหงือก ปกติจะมีขอบบาง มีความลึกประมาณ 2 มิลลิเมตร แต่ถ้ามีโรคเหงือกอักเสบ หรือเป็นรำมะนาด อาจมีอาการบวม ทำให้ร่องนี้ลึกขึ้น และเกิดการอักเสบมากขึ้นได้
เหงือก (Gingiva) คือส่วนเนื้อเยื่อที่หุ้มตัวฟัน และกระดูกขากรรไกรไว้
เคลือบรากฟัน (Cementum) เป็น ชั้นบางๆ คลุมเนื้อฟันบริเวณรากฟันไว้ แตกต่างจากเคลือบฟันตรงที่มีความแข็งแรงน้อยกว่า ปกติจะฝังตัวอยู่ในกระดูก แต่ถ้ามีเหงือกร่น หรือเกิดโรครำมะนาด อาจทำให้ส่วนนี้สัมผัสกับน้ำและอากาศ เกิดอาการเสียวฟันได้ กระดูกเบ้ารากฟัน (Alveolar bone) คือส่วนของกระดูกที่รองรับรากฟัน
ขอบคุณภาพจาก :aksorn.com
2. ฟันแต่ละซี่มีประโยชน์อย่างไร
ฟันหน้าตัด (Incisor Teeth) อยู่บริเวณหน้าสุด มีทั้งหมด 8 ซี่ ทำหน้าที่กัดอาหาร
ฟันเขี้ยว (CanineTeeth) เป็นฟันที่มีรากยาวที่สุด มีทั้งหมด 4 ซี่ และมีความแข็งแรงมาก ปลายแหลม ทำหน้าที่ตัด ฉีก และแยกอาหารออกจากกัน
ฟันกรามน้อย (Premolar or Bicuspid Teeth) จะพบเฉพาะในฟันแท้เท่านั้น รูปร่างคล้ายฟันกรามแต่มีขนาดเล็กกว่า มีทั้งหมด 8 ซี่ ทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหารร่วมกับฟันกราม
ฟันกราม (Molar Teeth) เป็นฟันที่ใหญ่ที่สุดในปาก มีความสำคัญมากเพราะนอกจากจะช่วยในการบดเคี้ยวอาหารแล้ว ยังทำงานร่วมกับฟันเขี้ยวในการคุมทิศทางการเคลื่อนไหวของขากรรไกรอีกด้วย
3. ฟันสำคัญมากกว่าบดเคี้ยว
ขอบคุณภาพจาก : women.impaqmsn.com
- ช่วยในการพูดให้ออกเสียงชัดเจนขึ้น
- ช่วยรักษาโครงสร้างใบหน้า ให้มีความกว้าง ความยาว และความอิ่มของริมฝีปากให้สมดุลกัน
- เป็นส่วนประกอบของบุคลิกภาพ เพราะฟันเป็นส่วนหนึ่งที่มองเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาที่พูดคุยกัน
4. เกิดอะไรเมื่อเป็นโรคในปาก
” เมื่อเป็นโรคในช่องปากจะทำให้ร่างกายได้รับอาหารไม่เพียงพอ เพราะความเจ็บปวดที่เกิดจากการเคี้ยวอาหาร จะทำให้เราทานได้น้อย ร่างกายจึงซูบซีด อ่อนเพลียไม่มีแรง นอกจากนั้นหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ไปพบทันตแพทย์ เชื้อโรคในช่องปากจะยิ่งลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น โพรงจมูก ทำให้เกิดไซนัสอักเสบ ทอลซินอักเสบได้”
5. ฟันผุดูอย่างไร
ฟันผุ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น สเตรปโตคอคไค (Streptococci) ที่อาศัยอยู่บนแผ่นคราบจุลินทรีย์ในปากของเรา ย่อยสลายอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่เกาะอยู่ตามชั้นเคลือบฟัน ซึ่งผลพวงจากการย่อยสลาย จะก่อให้เกิดกรดบางชนิด โดยเฉพาะกรดแลกติก ไปทำลายโครงสร้างของฟัน ทำให้เกิดการผุกร่อน
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังสงสัยว่าฟันผุ เรามีวิธีสังเกตดังนี้ใน ขั้นต้น จะสังเกตเห็นฟันเป็นสีขาวขุ่นเหมือนสีของนม ผิวฟันมีลักษณะด้าน ไม่มันเหมือนฟันปกติ ต่อมาจะเห็นได้ชัดว่าผิวฟันซี่นั้นมีลักษณะขรุขระไม่เรียบ และมีอาการเสียวฟันบ่อยๆ ทั้งนี้หากปล่อยไว้ไม่รักษาให้ลุกลามไปจนถึงโพรงประสาทฟันซึ่งเป็นที่อยู่ ของเส้นประสาทรับความรู้สึก อาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวด เคี้ยวอาหารไม่ได้ และก่อให้เกิดฝีในเหงือกได้ค่ะ
6. เลือดออกตามไรฟัน สัญญาณเหงือกอักเสบ
เวลา มีเลือดออกตามไรฟัน เรามักจะคิดกันว่าร่างกายขาดวิตามินซี จริงๆ แล้วสำหรับคนที่รับประทานผัก และผลไม้เป็นประจำตลอดทั้งปี โอกาสขาดวิตามินซีถึงขนาดเลือดออกตามไรฟันมีน้อยมาก และสำหรับผู้ที่กินผักและผลไม้เป็นประจำ แต่มีอาการเลือดออกตามไรฟันบ่อยๆโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น ทันตแพทย์อนุศักดิ์ คงมาลัย กล่าวไว้ว่า เป็นอาการของคนที่ป่วยเป็นเหงือกอักเสบค่ะ ยิ่งหากใครที่แปรงฟัน (อย่างถูกต้อง) แล้วมีเลือดติดที่ขนแปรงเป็นประจำ ร่วมกับเวลาบ้วนปากด้วยน้ำปกติแล้วมีเลือดปนออกมาด้วย ให้รู้ในทันทีว่าอาการเหงือกอักเสบมาเยือนคุณแล้ว
7. เศษอาหาร ตัวการโรคเหงือกอักเสบ
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยใส่ใจในสุขภาพฟันของตัวเองเท่าไรนัก ปล่อยให้เศษอาหารที่รับประทานเข้าไปตกค้างอยู่ตามซอกเหงือก ร่องฟัน ขอบเหงือก พึงรู้ไว้เลยค่ะว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเหงือกอักเสบมากทีเดียว เพราะเศษอาหาร เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้จุลินทรีย์ในช่องปากแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดหินปูน และการติดเชื้อของเนื้อเยื่อรอบๆ ตัวฟัน นอกจากนี้หินปูนที่เกาะอยู่บนฟันเป็นเวลานาน จะเปลี่ยนสภาพจากแข็งเป็นนิ่ม จับตัวกันเป็นแผ่นหนาขยายไปตามรากฟัน จนไปบาดเหงือก ทำให้เหงือกระคายเคือง อักเสบบวมแดง เหงือกร่น เป็นโรคเหงือกอักเสบได้ในที่สุด และหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจทำให้ฟันโยก เคี้ยวอาหารไม่ได้ และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นฝีที่เหงือกได้
8. รำมะนาด อันตรายที่คุณคาดไม่ถึง
ถ้าจะถามว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่สูญเสียฟันด้วยโรคอะไรมากที่สุด คำตอบที่ได้ ไม่ใช่โรคฟันผุแต่อย่างใดค่ะ ทว่าคือโรครำมะนาด เรามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันหน่อยดีกว่าโรครำมะนาด หรือ โรคปริทันต์อักเสบ เกิดจากเนื้อเยื่อหรืออวัยวะรอบๆ ตัวฟัน คือ เหงือก เนื้อเยื่อปริทันต์ และกระดูกเบ้ารากฟันซึ่งทำหน้าที่ช่วยยึดฟันให้ตรึงแน่นอยู่กับขากรรไกรมี อาการอักเสบอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดอาการบวมแดงที่เหงือก มีกลิ่นปากเนื่องจากการบูดเน่าของเนื้อเยื่อที่ใต้ซอกฟัน ทำให้เกิดอาการปวด เหงือกอักเสบ ฟันโยกคลอน หากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจลุกลามจนเป็นหนองได้ ทั้งนี้โรครำมะนาดจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆให้ทราบล่วงหน้า จนกว่าเข้าสู่ระยะสุดท้ายซึ่งรักษาไม่ได้แล้ว คนส่วนใหญ่จึงจำต้องปล่อยให้ฟันหลุดไปอย่างน่าเสียดาย
9. หินปูนคืออะไร
หินปูนหรือหินน้ำลาย เกิดจากเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก กระทั่งกลายเป็นคราบจุลินทรีย์ที่มองไม่เห็น ต่อมาเมื่อมีแคลเซียมในน้ำลายเข้าไปทำปฏิกิริยา จะตกตะกอนสะสมอยู่บนฟัน หากไม่ได้แปรงฟันหรือทำความสะอาดไม่ดีพอ แผ่นจุลินทรีย์นั้นก็จะสะสมยึดติดที่คอฟันจนแน่น ไม่สามารถกำจัดออกได้ กลายเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีดำ ทำให้กลายเป็นโรคเหงือกอักเสบได้ในที่สุด
10. ทำไมต้องผ่าฟันคุด
ฟันคุด คือ ฟันที่ขึ้นในช่องปากเป็นซี่สุดท้ายของแถวฟันด้านในสุด ในช่วงอายุราว 25 ปี การงอกของฟันคุด มักสร้างความเจ็บปวดให้กับเจ้าของเป็นอย่างมาก เพราะมักจะเกิดอาการอักเสบบวมแดงของเหงือกรอบฟันคุด และปวดร้าวไปทั่วทั้งกราม
นอกจากนี้ ฟันคุดยังมีโอกาสผุได้ง่ายกว่าฟันซี่อื่นๆ เนื่องจากอยู่ด้านในสุดทำความ สะอาดยาก และหากปล่อยให้มีการอักเสบรุนแรง จนเกิดการติดเชื้อกระจายไปถึงเนื้อเยื่อภายในกระพุ่งแก้ม อาจทำให้เกิดอาการขากรรไกรบวมได้ ด้วยเหตุนี้ใครที่มีฟันคุด ทันตแพทย์จึงแนะนำให้ผ่าออกค่ะ
11. ฟลูออไรด์มากไปใช่ว่าดี
แม้ฟลูออไรด์จะช่วยป้องกันฟันผุ แต่หากได้รับมากเกินไปก็เกิดผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกันคือ ทำให้ฟันตกกระ ในขณะที่หน่อฟันกำลังเจริญเติบโต (แรกเกิดถึง 12 ปี )หากร่างกายได้รับฟลูออไรด์ในน้ำดื่มสูงกว่าสองส่วนในล้านส่วนขึ้นไป จะทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ตั้งแต่สีขาวขุ่น น้ำตาล ไปจนถึงน้ำตาลเข้ม (ด้วยเหตุนี้เด็กที่อายุต่ำกว่า 7 ปีจึงไม่ควรกินหรือกลืนยาสีฟัน) ทำให้เกิดภาวะผิดปกติเฉียบพลันในร่างกาย ในกรณีที่ร่างกายได้รับฟลูออไรด์ขนาด250 มิลลิกรัมขึ้นไปโดยทันที ฟลูออไรด์จะเข้าไปสร้างความระคายเคืองต่อเยื่อยุกระเพาะอาหาร ทำให้คลื่นไส้และอาเจียน ท้องเดินชักเกร็ง และอาจหมดสติถึงตายได้ (มักเกิดกับเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์)
12. ข้อเสียของฟันปลอม
ขอบคุณภาพจาก : thaiclinic.com
การใส่ฟันปลอมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ฟันซี่ที่ผุอยู่แล้ว ลุกลามมากขึ้น อาจลุกลามทะลุถึงโพรงประสาทฟัน นอกจากนี้ฟันปลอมยังทำให้เกิดปัญหาเจ็บเหงือก เคี้ยวอาหารไม่ถนัด เป็นเหตุให้ระบบทางเดินอาหารต้องรับภาระในการย่อยอาหารหนักขึ้น จนอาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้ตามมาได้
13. วิธีลดอาการปวดฟัน
อาการปวดฟัน (Toothache) ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากฟันผุ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากหายทรมานจากอาการปวดฟัน เรามีข้อแนะนำง่ายๆ ต่อไปนี้คะ
ในกรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบๆ ให้ใช้น้ำแข็งประคบที่ด้านข้างของใบหน้าประมาณ 5 - 10 นาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดอาการปวดและบวมได้
เลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ปวดฟัน และควรงดอาหารแข็งประเภทต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท ฝรั่งที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดแรงๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟันมากขึ้น
ในกรณีที่อุดฟัน ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ปวดฟันมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้สารที่อุดฟันไว้หลุดออกง่ายขึ้นอีกด้วย
14. ขูดหินปูน เมื่อไหร่ถึงจะดี
ขอบคุณภาพจาก :aksorn.com
ควรไปขูดหินปูนอย่างน้อยปีละสองครั้งครับ ทั้งนี้บางคนหินปูนขึ้นช้า บางคนขึ้นเร็ว 6 เดือนเป็นระยะเวลาเฉลี่ย แต่ทั้งนี้ต้องไปพบทันตแพทย์เช็คสภาพฟันโดยละเอียดอย่างน้อยปีละครั้ง
15. ทำไมต้องแปรงลิ้น
ลิ้น ของเรามีลักษณะเป็นปุ่มเล็กๆ มีหน้าที่รับรสอาหารต่างๆ ลิ้นจึงเป็นที่ชื่นชอบของเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์บางชนิดเป็นอย่างมาก มันจึงอาศัยอยู่และคอยแบ่งอาหารบนลิ้นไปด้วย หากเราแปรงฟันโดยไม่แปรงลิ้น เชื้อโรคที่เกาะแน่นอยู่ที่ลิ้นก็จะไม่ถูกกำจัดออกไป ปล่อยไว้อาจทำให้มีกลิ่นปากและฟันผุได้
การแปรงลิ้นนอกจากจะช่วยให้ประสาทการรับรสของเราดีขึ้นแล้ว ยังป้องกันปัญหากลิ่นปากได้ด้วย ทั้งนี้การแปรงลิ้นควรเริ่มแปรงจากส่วนในของลิ้น ออกมาทางปลายลิ้นสัก 2-3 ครั้ง โดยให้แปรงอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ก็จะทำให้ลิ้นมีสุขภาพดีขึ้นค่ะ

ปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้มาก ในเหล่าสว. และการดูแลรักษา

ปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้มาก ในเหล่าสว. และการดูแลรักษา
สืบเนื่องมาจากคราวที่แล้วที่ได้กล่าวถึงเรื่องปัญหาสุขภาพจิตในหมู่ท่านสว. ไปนะคะ วันนี้ก็เลยจะมาขยายความถึงสาเหตุและการแก้ปัญหาค่ะ

1.ความวิตกกังวล-อันนี้เป็นประเด็นที่ค่อนข้าง ใหญ่มาก สามารถเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพทุกชนิดได้ เพราะเป็นการบั่นทอนจิตใจและกำลังใจ พอจิตใจอ่อนแอ ร่างกายก็พลอยอ่อนแอตามไปด้วย อาการนี้อาจเกิดจากการที่ลูกหลานบางคนคิดว่าถ้ามีเงินมากๆคงดูแลท่านสว.ทั้ง หลายให้อยู่สุขสบายได้ดี จึงทำงานเพื่อเก็บเงินเยอะ บางทีอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิดก็ได้ อย่างที่มีคนเคยพูดว่าการล่วงเลยเข้าสู่วัยมากๆก็เหมือนการย้อนกลับไปเป็น เด็กอีกครั้งหนึ่งซึ่งไม่ได้ต้องการแต่เงินเพื่อดูแลอย่างเดียว ต้องได้รับการเอาใจใส่ ความเข้าใจ และการประคบประหงมจิตใจที่ค่อนข้างเปราะบาง อย่าเอาแต่หาเงินอย่างเดียว หยุดอยู่กับบ้านพาท่าสว.ทั้งหลายออกไปเปิดหูเปิดตาทำกิจกรรมกับลุกๆหลานๆนอก บ้านบ้างนะคะ เพื่อสร้างชีวิตชีวาให้ท่านสว.กลับมาสดใสร่าเริงอีกครั้งนึงค่ะ

2.ซึมเศร้า-พอพูดถึงวิตกกังวลแล้วก็ต้องพูดถึง เรื่องซึมเศร้า ซึ่งจะเป็นเรื่องที่เป็นต่อๆกันมา เช่นกันว่าอาการซึมเศร้าก็ต้องได้รับการประคบประหงม ดูแลเอาใจใส่ ต้องคอยสังเกตุอยู่เสมอว่าช่วงไหนที่ท่านสว.มีอาการซึมเศร้าเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้แก้ไขให้ทันท่วงที เพื่อมิให้อาการกำเริบเสิบสาน เอ้ยยย กำเริบ เฉยๆนะคะอิอิ

3.ระแวง - อันนี้ก้เป็นอาการร่วมของสองอาการด้านบนนะคะ ระแวงไปว่าลูกหลานจะไม่รัก ลูกหลานจะพาไปบ้านพักคนชรา ลูกหลานจะไม่สนใจเหมือนเมื่อก่อน ระแวงว่าร่างกายจะทำอะไรที่อยากทำไม่ได้เหมือนเดิม อยากจะไปเที่ยวก็กลัวลูกหลานห้ามเพราะสุขภาพกาย ระแวงไปหมด กลายเป็นคนขี้กลัว ทำให้จิตใจหดหู่ ดังเช่นสองอาการแรกค่ะ ลูกหลานคงต้องเอาใจใส่มากขึ้นๆเรื่อยๆนะคะ

4.นอนไม่หลับ - อาการนี้อาจจะเกิดจากการที่พอถึงวัยเกษียณ ร่างกายก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากเหมือนเมื่อตอนทำงานอยู่ เพราะฉะนั้นเลยต้องการการพักผ่อนที่น้อยลงตามไปด้วย หรืออาจจะเกิดจากสาเหตุข้างต้น2ข้อก้ได้ เลยทำให้คิดมาก จนนอนไม่หลับ วิธีการแก้ไขคือจัดที่นอน+ห้องนอนให้โล่ง โปร่ง สบาย ดูแลจิตใจ หรือสามารถเดาได้อีกว่า การที่ท่าน สว. นอนไม่หลับ เกิดมาจากอาการป่วยต่างๆ ทางแก้ไขคือการพาไปพบแพทย์เสียก่อนที่โรคภัยต่างๆจะเบียดบังเวลาพักผ่อนของ ท่านสว.ทั้งหลายค่ะ

5. ความจำเสื่อม - ส่วนอาการนี้เกิดขึ้นจากความผิดปรกติของร่างกาย ที่เซลล์สมองอาจมีการฝ่อไป หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ อาการนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วงนิดนึง เพราะเคยมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นมากมายกับท่านสว.ที่เป็นโรคนี้ เช่น เดินออกจากบ้านไปแล้วจำทางกลับบ้านไม่ได้ โดนหลอกพาไปเป็นขอทานก็มี อาการนี้ต้องอาศัยความใส่ใจ การดูแลที่เป็นพิเศษมากกว่าอาการอื่นๆนิดนึงนะคะ เพราะผู้ที่มีอาการนี้อาจจะจำใครไม่ได้เลยแม้กระทั่งลูกหลานของตัวเอง บางทีอาการนี้ก็อาจทำให้ท่านสว. มีอาการหงุดหงิดตนเองว่าทำไมถึงจำอะไรไม่ได้ ก็ต้องงอาศัยลูกหลานปลอบใจ และคอยช่วยเตือนหรือกระตุ้นความจำให้กับท่านสว. เพื่อระงับอารมณ์หงุดหงิของท่านๆทั้งหลายนะคะกล่าวถึงอาการและการดูแลคร่าวๆกันไปแล้ว หวังว่าลูกๆหลานๆ หลายๆท่าน คงได้ข้อมูลดีๆในการดูแลท่านสว.ไปบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ
ด้วยรักและห่วงใย(สุขภาพ)คร๊าบบบบบบ

มากคุณค่าพืชสมุนไพรในท้องนาแหล่งรวมความรู้ภูมิปัญญา

มากคุณค่าพืชสมุนไพรในท้องนาแหล่งรวมความรู้ภูมิปัญญา

เนื่องจากเมื่อสองสามวันก่อนที่ HealthyMania ได้เขียนบล๊อกเกี่ยวกับเรื่องของสมุนไพร พอดีไปเจอข่าวนี้มา เลยนำมาฝากด้วยค่ะ ^___^
ในพื้นที่ปลูกข้าว แปลงนา ซึ่งมีอยู่มากมายในแต่ละภูมิภาคของประเทศ นอกจากจะเป็นแหล่งบ่มเพาะต้นข้าวให้เจริญเติบโตตามวิถีวัฒนธรรมก่อเกิดเป็น เมล็ดข้าวหล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยทั่วประเทศแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งรวมพรรณไม้ พืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคเอาไว้มากมาย ทั้งที่คุ้นเคยและมองข้ามกันไป
จากวิถีชีวิตไทยที่ผูกพันกับการเกษตรการเพาะปลูกข้าวมายาวนาน ข้าวชนิดต่าง ๆ ของไทยจึงไม่เพียงเพื่อการบริโภคในประเทศแต่ยังเป็นสินค้าส่งออกนำรายได้ เข้าประเทศอันดับต้น ๆ และด้วยคุณค่าของข้าวที่มีต่อสุขภาพในความต่อเนื่องนี้ งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ที่กระทรวงสาธารณสุข องค์กรภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดขึ้นเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ การดูแลสุขภาพ การพึ่งตนเองโดยใช้ภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกเสริมสร้างสุขภาพจึงได้นำความมหัศจรรย์ข้าวไทยหลากหลายมิติ รวมทั้งพืชสมุนไพร ที่พบได้ในแปลงนามาเผยแพร่ ในพื้นที่กิจกรรม นิทรรศการความรู้โดยจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 3-7 กันยายน 2551 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี


การปลูกข้าวนอกจาก บอกเล่าวิถีชีวิตไทย ในพื้นที่ปลูกข้าวหัวไร่ปลายนายังเป็นแหล่งรวมพรรณไม้พืชสมุนไพร ในบริเวณ สวนสมุนไพร ที่แสดงสมุนไพรประเภทต่าง ๆ ครั้งนี้ได้รวบรวมนำองค์ความรู้ภูมิปัญญาไทยพรรณไม้ พืชสมุนไพรในท้องนาให้ศึกษา
รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์ รักษาราชการผู้อำนวยการสวนสมุนไพรสิรีรุขชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความรู้พรรณไม้ พืชสมุนไพรในท้องนาว่า ก่อนเป็นนาปลูกข้าวหลายพื้นที่เป็นพื้นที่ป่ามาก่อนและพื้นที่เหล่านี้ก็มี ความหลากหลายของพืชพรรณไม้มีทั้งต้นไม้ที่มีลักษณะคล้ายกันและแตกต่างกันตาม ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่นา พืชบางส่วนหายไป แต่ก็มีอีกส่วนยังคงอยู่โดยอยู่ตามหัวไร่ปลายนา ในแปลงนาซึ่งหลายชนิดเป็นพืชสมุนไพร
ภาพประกอบจาก :pm.ac.th
“หญ้าหลายชนิดที่พบไม่ว่าจะเป็นหญ้าคา หญ้าชันกาด แห้วหมู หญ้าปากควาย หญ้าแพรก ฯลฯ เหล่านี้เป็นพืชสมุนไพรพบบ่อย โดยกระจายอยู่ในท้องนา ซึ่งในตำรายาไทยใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แต่ส่วนมากจะไม่ทราบกันจะรู้จักกันในมุมของวัชพืช อย่างรากหญ้าคาตามที่มีการนำมาใช้มีการศึกษาใช้เป็นสมุนไพรตัวหนึ่งในยาไทย”
นอกจากหญ้าการจำลองแปลงนาให้ศึกษาพืชสมุนไพรกันในครั้งนี้ยังมี ต้น โคคลาน ซึ่งมีหลายชนิด แต่ที่กล่าวถึงนี้ไม่มีพิษ แต่มีประโยชน์ โคคลานเป็นพืชไม้เลื้อยซึ่งที่มาของชื่อนั้นกล่าวกันว่าขณะที่โคทำงานไถนาจน หมดแรงเมื่อคลานไปเจออะไรก็จะกิน บังเอิญว่ากินเถาไม้ชนิดนี้ที่ขึ้นตามหัวไร่ปลายนากินแล้วมีแรงขึ้นมาก็เกิด การเรียนรู้และจากภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมา เมื่อนำมาศึกษาวิจัยพบว่าต้นไม้ชนิดนี้มีสารอย่างหนึ่งที่สามารถลดการอักเสบ ที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อ
มะแว้งเครือ พืชสมุน ไพรของไทยอีกชนิดที่มีขึ้นอยู่ตามหัวไร่ปลายนา ปัจจุบันก็ได้นำมาปรุงเป็นยา บางทีก็นำมาใส่ในแกงซึ่งก็ใกล้เคียงกับมะเขือพวง ใช้เป็นยาแก้ไอขับเสมหะ ผักคราดหัวแหวน ลักษณะเป็นดอกเหลืองเล็ก ๆ คล้าย กระดุมทองแต่มีขนาดเล็กกว่ามีสรรพคุณแก้ปวดฟัน เมื่อนำมาใช้จะนำดอกมาบดแล้วอุดฟัน บรรเทาอาการปวดเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นซึ่งก็พบบ่อยในท้องนา
ไม้เถาอีกชนิดที่ขึ้นอยู่ตามหัวไร่ปลายนาที่นำมาใช้ ประโยชน์ได้เช่นเดียวกันได้แก่ รางจืด พืชสมุนไพรชนิดนี้เป็นที่ทราบกัน อีกทั้งยังมีงานวิจัยกล่าวถึงรางจืดสามารถแก้พิษ ได้ระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีพืชสมุนไพรที่อยู่ตามชายน้ำ อย่าง พืชกลุ่มบัว ทั้งบัวหลวง บัวสาย ซึ่งเป็นได้ทั้งอาหารและมีสรรพคุณทางยา อย่าง บัวหลวง นั้นเกสรนำมาปรุงยาช่วยบำรุงหัวใจ
กระเม็ง พืชสมุนไพรอีกชนิดที่มีการศึกษาวิจัย ต้นกระเม็งเป็นพืชต้นเล็ก ๆ ซึ่งในตำรายาไทยกล่าวถึงสรรพคุณทางยา อีกทั้งสามารถนำมาใช้หมักผม ย้อมผมได้โดยนำมา ตำผสมกับน้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว บางครั้งยังนำพืช ชนิดนี้มาใช้ย้อมผ้า นำสารสกัดสีดำของกระเม็งทำเป็นหมึกพิมพ์ ฯลฯ
ภาพประกอบจาก : samunpri.com
พืชสมุนไพรอีกชนิด หนอนตายหยาก ไม้เถาที่มี ดอกสวยมีรากเป็นกระจุกเหมือนกับกระชาย มีฤทธิ์ฆ่าหนอนซึ่งเวลาที่ทำน้ำปลา หมักปลามักจะมีหนอนก็จะ นำพืชสมุนไพรชนิดนี้พอกไว้ที่ปากไหเพื่อไม่ให้แมลงวัน วางไข่ นอกจากนี้หนอนตายหยากอาจจะนำมาใช้เป็นยากำจัดแมลงเป็นผู้ช่วยในการกำจัด ศัตรูพืชโดยไม่พึ่งพาเคมี นอกจากนี้ตามท้องนาในวิถีไทยยังมีการปลูกพืชสวนครัวอย่าง โหระพา กะเพรา บัวบก ข่า ตะไคร้ ฯลฯ ซึ่งเหล่านี้ต่างก็เป็นสมุนไพร
“สวนสมุนไพรครั้งนี้ จึงเป็นการนำเสนอวิถีชีวิตภูมิปัญญาไทยเป็นวิถีชีวิตความพอเพียงซึ่งอาจเป็น แบบอย่างการดำเนินชีวิต และจากพืชสมุนไพร พรรณไม้ที่มีขึ้นมากมายตามท้องทุ่งนาครั้งนี้ได้นำมาเพียงบาง ส่วน นอกจากนี้ในสวนสมุน ไพรยังนำพืชพรรณไม้ที่พบตามหัวไร่ปลายนาที่มีชื่อ คล้ายกัน อย่าง ลูกใต้ใบกับหญ้าใต้ใบ ต้อยติ่งนากับต้อยติ่งบ้าน ชุมเห็ดเทศกับชุมเห็ดไทย ฯลฯ มาให้ศึกษาความเหมือน ความต่างเผยแพร่ให้รู้จักร่วมด้วย”
ภาพประกอบจาก : samunpri.com
พืชสมุนไพรที่เป็นคู่กันอย่าง เหงือกปลาหมอ พืชที่พบในนาน้ำเค็มซึ่งที่นำมาแสดงมีอยู่สองชนิดได้แก่ เหงือกปลาหมอดอกขาวและดอกม่วง ซึ่งต้นเหงือกปลาหมอดอกขาวพบในทะเลอ่าวไทยถึงชุมพร ดอกม่วงพบตั้งแต่ชุมพรลงไปถึงตอนใต้ ชาวบ้านที่อยู่ในเขตน้ำเค็ม จะนำใบมาต้มอาบแก้คัน แก้โรคผิวหนัง ฯลฯ พลับพลึง ดอกขาว ดอกแดง ที่เป็นที่รู้จักกันในภูมิปัญญาไทยจะ นำกาบพลับพลึงมาอังไฟให้ร้อนแล้วนำมาประคบ ขณะ ที่ตะไคร้แกงกับตะไคร้หอม ใช้ได้ทั้งเป็นยากันยุงโดยกลิ่นตะไคร้หอมช่วยไล่ยุง ขณะ ที่ตะไคร้แกงนำมารับประทานเป็นสมุนไพรช่วยขับลม เป็นต้น
นอกจากพรรณไม้พืชสมุนไพรในท้องนา ข้าว ในแปลงนาส่วนที่เป็นสมุนไพรที่นำมาเป็นยาเกี่ยวเนื่องกับการแพทย์ไทยนั้นมี อยู่ไม่น้อย อย่าง น้ำข้าว ในสมัยโบราณจะหุงข้าวเช็ดน้ำ น้ำข้าวที่เหลือนำมารับประทานเป็นอาหารบำรุงร่างกายเป็นน้ำกระสายยา เช่นเดียวกับ น้ำซาวข้าว อีกทั้ง ข้าวงอก ที่กำลังเติบโต ยังมีวิตามินสูง นมข้าวข้าว จากรวง มีประโยชน์เป็นภูมิ ปัญญาที่มีมาแต่โบราณซึ่งนำมารับประทานเหมาะกับผู้ป่วยที่อ่อนเพลีย ฯลฯ
ในความหลากหลายของพืชสมุนไพรที่แม้บางชนิดอาจเป็นที่รู้จักและบาง ชนิดถูกมองข้ามละเลยไป สมุนไพรในท้องนาส่วนหนึ่งนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งความรู้ศึกษาคุณค่าพรรณไม้ หากแต่ยังมีความหมายการสืบรักษาภูมิปัญญาไทยต่อยอดการศึกษาสมุนไพรให้ก้าว ไกลเกิดประโยชน์.

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2552

สาเหตุของการมีพุง แต่ไม่ใช่เพราะไขมัน

สาเหตุของการมีพุง แต่ไม่ใช่เพราะไขมัน


สาเหตุของพุงป่องไม่ใช่จากการรับประทานเพียงอย่างเดียว และคนพุงป่องก็ไม่ได้แปลว่าอ้วนด้วย แต่อาจเป็นเพียงอาการบวมน้ำเท่านั้น
1. การแพ้อาหาร
บางครั้งอาการท้องบวมอาจเกิดจากอาการระคายเคืองหรือการติดเชื้อของระบบย่อยอาหารในช่องท้อง หรืออาจรวมถึงการรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้บวมน้ำและยังรวมไปถึงการมีรอบเดือนด้วย แต่ถ้ารู้สึกว่าหน้าท้องบวมขึ้นผิดปกติหลัง ทานอาหารบางชนิด ให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีอาการแพ้อาหารเข้าให้แล้ว จากสถิติพบว่าอาหารจำพวกแป้งและนมมีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้และบวมมากที่สุด
2.อาหารลดน้ำหนัก
คนที่ชอบหวังพึ่งอาหารลดน้ำหนักจำพวกโลว์-แฟ้ต หรือแฟ้ต-ฟรีมักจะมีปัญหาพุงป่อง เนื่องจากคิดว่ามันเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ จึงสามารถกินมากกว่าปกติ อาหารพวกนี้อาจมีพลังงานน้อยกว่าปกติ แต่มันก็ไม่ได้น้อยขนาดนั้น ทางที่ดีหันมารับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้นจะดีกว่า รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีเอนไซม์ช่วยย่อย อาทิ น้ำมะนาว น้ำส้มสายชูสกัดจากแอ๊ปเปิ้ล หรือผักสดต่าง ๆ
3. กินช้า ๆ แต่บ่อย ๆ
ค่อย ๆ เคี้ยวอาหารช้า ๆเพื่อให้ประสาทรับรู้ค่อย ๆ รู้สึกอิ่ม และในแต่ละมื้ออย่ากินให้เยอะจนอิ่มแน่นท้อง ควรแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อย่อย ๆ แต่อย่ากินขนมจุบจิบจำพวกขนมนมเนยต่าง ๆ เลือกกินผลไม้หรือธัญพืช เมื่อหิวระหว่างมื้อจะดีกว่า
4.ขจัดสาร
พิษแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และนิโคตินในบุหรี่มีผลร้ายต่อระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายบวมน้ำและยังก่อให้เกิดเซลลูไลท์อีกด้วย ดังนั้นเมื่อรู้เหตุดังนี้แล้วก็แค่ลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีนต่าง ๆ และเลิกสูบบุหรี่ไปซะด้วยเลยในเวลาเดียวกัน
5.หัดกินสักนิด
ในกระเพาะจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่บางครั้งแบคทีเรียเหล่านี้ก็อาจถูกกำจัดไปจากสภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยหรือการรับประทานอาหารบางชนิด แนะนำให้รับประทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติเป็นประจำเพื่อปรับสมดุลแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้หน้าท้องบวมน้อยลงด้วย
6. ดื่มน้ำให้มาก
อาการบวมน้ำนี้ ควรดื่มน้ำให้ได้อย่าง ต่ำ 8 แก้วต่อวัน แต่วิธีการดื่มนั้นอย่าดื่มหมดแก้วในคราวเดียวควรจิบ น้ำบ่อย ๆ เรื่อย ๆ เพราะการที่ดื่มน้ำแก้วใหญ่ในคราวเดียว จะทำให้กระเพาะปัสสาวะขยายใหญ่ ถ้าจะให้ดีลองเลือกดื่มชาสมุนไพร อาทิ ชาเป็ปเปอร์มินต์ หรือชาคาโมไมล์แทนน้ำเปล่า โดยเฉพาะการดื่มในช่วงหลังอาหาร จะช่วยให้อาหารที่รับประทานเข้าไป ย่อยได้ดีขึ้นด้วย
7. บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ
ผู้หญิงหลายคนเชื่อว่าการซิตอัพทุกวันจะช่วยให้หน้าท้องแบนเรียบแต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย แม้ว่าการซิตอัพจะช่วยสร้างกล้ามท้อง แต่ถ้าร่างกายนั้นยังปกคลุมด้วยชั้นไขมัน หน้าท้องเรียบตึงก็จะไม่มีวันโผล่มาให้เห็นหรอก ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน อย่างต่ำ 3 วันต่อสัปดาห์เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกไป บวกกับการซิตอัพ คราวนี้รับรองสวยตึงแน่นอน
8. หายใจลึก ๆ
เมื่อหายใจเข้าออกแบบลึก ๆ จะช่วยให้ร่างกายจะคลายความตึงเครียดออกมา รวมทั้งยังช่วยในการเติมอ็อกชิเจนและพลังชีวิตให้ร่างกายด้วย ทุกครั้งที่หายใจให้พยายามหายใจให้ลึกเข้าไปยังท้อง อย่าหยุดเพียงแค่เก็บลมไว้ในช่องอกการหายใจเข้าออกจากท้องเป็นนิสัยจะช่วยกระชับให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงมากยิ่งขึ้น
9. นวดกระชับหน้าท้อง
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการนวด ช่วยได้ จริงๆ เนื่องจากการนวดท้องนั้น ช่วยไล่ลมที่กักเก็บไว้ในช่องท้องได้ และช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นด้วย ณ วิธีการนวดก็ไม่ยาก เพียงวางฝ่ามือลงบนท้องแล้วนวดวนตามเข็มนาฬิกา ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น อาจใช้ครีมจำพวกกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมด้วย ก็ได้ถ้าอยากมีหน้าท้องที่แบนเรียบ ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

10 อันดับเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ที่สุด

10 อันดับเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ที่สุด

http://women.sanook.com/health/tips/tips_52335.php



นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส จัดอันดับ 10 เครื่องดื่มที่มีประโยชน์ที่สุดในโลก โดยดูที่ระดับสารแอนติออกซิแดนต์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระ


ปัจจุบันมีเครื่องดื่มหลายชนิดอ้างว่า ใส่สารอนุมูลอิสระไว้ แต่หลายคนไม่ทราบว่าสารนี้คืออะไรกันแน่ สำหรับสารต้านอนุมูลอิสระ มีประ โยชน์เนื่องมาจากในขบวนการปฏิกิริยาชีวเคมี ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย จะมีการขับของเสียที่ร่างกายได้รับ ได้แก่ ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์ รังสียูวี เอกซเรย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอนุมูลอิสระที่มีอันตรายต่อเซลล์ในร่างกาย ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ภาวะข้อต่ออักเสบ ต้อกระจก และการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ อนุมูลอิสระจะทำลายเนื้อเยื่อเซลล์ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของดีเอ็นเอ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการมีเซลล์มะเร็ง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่นำไปสู่ขบวนการเกิดโรคมะเร็ง

สำหรับ 10 อันดับเครื่องดื่มที่มีประโยชน์มากที่สุด คือ

1. น้ำทับทิม

2. ไวน์แดง

3. น้ำองุ่นคอนคอร์ด

4. น้ำบลูเบอร์รี่

5. น้ำแบล็กเชอร์รี่

6. น้ำอะซาอี

7. น้ำแครนเบอร์รี่

8. น้ำส้ม

9. น้ำชา

10. น้ำแอปเปิ้ล - ปราฟดา

นมเปรี้ยวแก้ท้องผูก และแก้ท้องเสีย

นมเปรี้ยวแก้ท้องผูก และแก้ท้องเสีย
หัวข้อของบทความนี้อาจทำให้งงได้ เพราะทำให้เกิดความสงสัยว่า ในเมื่อนมเปรี้ยวสามารถจะช่วยแก้ไขปัญหาท้องผูกได้ เหตุใดจึงยังสามารถแก้ไขปัญหาท้องเสียได้ด้วย ซึ่งเป็นอาการที่ตรงข้ามกัน แต่หัวข้อนี้ไม่ผิด นมเปรี้ยวมีคุณสมบัติเช่นนี้จริง ๆ เพียงแต่ไม่สามารถรักษาปัญหาท้องผูกได้ทุกคน และก็ไม่สามารถรักษาปัญหาท้องเสียได้ทุกกรณี
คราวนี้เรามาดูกันในส่วนประกอบว่า นมเปรี้ยวนั้นส่วนใหญ่มีอะไรบ้าง นมเปรี้ยวเกิดจากการหมักนมขาดมันเนย ด้วยแบคทีเรียที่ดี 2 ชนิด คือ Lactobacilli และ Streptococcus thermophilus ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบได้เป็นจำนวนมากในลำไส้ใหญ่ของทุกคน โดยเฉพาะในคนที่ดื่มนมเป็นประจำ เมื่อหมักนมวัวนี้ด้วยแบคทีเรียทั้ง 2 ชนิดในเวลาและอุณหภูมิที่พอเหมาะ น้ำตาลแลคโตสในนมวัวจะถูกย่อยสลายหมดไป กลายเป็นกรดแฟตตี้ที่มีโมเลกุลสั้น คือ Acetic, Butyric และ Propionic acid กรดแฟตตี้ทั้ง 3 นี้ ทำให้นมมีรสเปรี้ยว ในขั้นตอนสุดท้ายมีการเติมน้ำตาลทรายลงไปเพื่อปรุงรสชาติให้ชวนดื่ม ก่อนที่จะนำออกมาจำหน่าย นมเปรี้ยวเหล่านี้จึงมีแบคทีเรียทั้ง 2 ชนิดนี้จำนวนมาก โดยไม่มีน้ำตาลแลคโตสหลงเหลืออยู่ จึงแก้ไขปัญหาคนที่ดื่มนมวัวแล้วท้องเสียได้ เนื่องจากปัญหาการที่ไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมได้ และเนื่องจากมีแบคทีเรียทั้ง 2 ชนิดที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ให้มีอุณหภูมิใกล้ 4 องศา เพื่อไม่ให้แบคทีเรียนี้มีการหมักน้ำตาลอีกต่อไป เวลาจำหน่ายจึงต้องเก็บไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา
ประโยชน์ที่จะได้จากการดื่มนมเปรี้ยวก็คือการได้รับแบคทีเรียชนิดดีทั้ง 2 ชนิดเข้าไปในลำไส้ โดยมีการศึกษาที่พบว่า Lactobacilli จะช่วยกำจัดแบคทีเรียชนิดร้ายที่อาจจะเจริญเติบโตในลำไส้และทำให้เกิดท้องเสียได้ แต่ขณะนี้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดท้องเสียชนิดเฉียบพลันหลายชนิดดื้อต่อ Lactobacilli จึงมักจะต้องได้ยาปฏิชีวนะในการรักษาท้องเสีย การดื่มนมเปรี้ยวเพื่อรักษาโรคท้องร่วงจากเชื้อแบคทีเรียจึงอาจจะไม่สามารถควบคุมเชื้อแบคทีเรียได้ อย่างไรก็ตามการดื่มนมเปรี้ยวเป็นประจำอาจจะช่วยป้องกันลำไส้ไม่ให้ท้องเสียได้ ในกรณีที่รับประทานอาหารที่อาจมีแบคทีเรียชนิดร้ายปะปนเข้าไปในอาหาร
สำหรับกลไกที่นมเปรี้ยวช่วยแก้ไขท้องผูกนั้นเชื่อว่า การมีแบคทีเรียชนิดนี้จำนวนมากจะช่วยทำให้ลำไส้ใหญ่แข็งแรง มีแรงบีบตัวที่มากขึ้น ช่วยในการผลักดันอุจจาระออกมาง่ายขึ้น นอกจากนั้นแบคทีเรียชนิดดีนี้จะช่วยย่อยกากใยในอาหาร ทำให้เกิดกรดแฟตตี้โมเลกุลสั้นจำนวนมากมาย ซึ่งเป็นอาหารของเซลล์ต่าง ๆ ในลำไส้ใหญ่ และเกิดน้ำและก๊าซทำให้อุจจาระนุ่ม ไม่เกาะตัวแน่นจนแข็งเป็นก้อนใหญ่ อุจจาระที่นุ่มนี้จึงทำให้ถ่ายได้ง่าย แต่คนที่มีอาการท้องผูกที่เป็นมานานและมีอุจจาระที่แข็งและก้อนใหญ่มาก หรือแข็งจนเป็นเม็ดกระสุนอาจจะตอบสนองไม่มีดีต่อนมเปรี้ยว จึงควรได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย
สิ่งที่ได้จากการดื่มนมเปรี้ยวถัดมาก็คือ การได้แคลเซียมจากนมวัวที่นำมาทำนมเปรี้ยว แต่เนื่องจากนมเปรี้ยวนี้มีราคาแพงกว่านมวัวพร้อมดื่มทั่วไปเกือบ 3 เท่าตัว เมื่อเปรียบเทียบในปริมาณน้ำนมที่เท่ากัน จึงไม่แนะนำให้ดื่มนมเปรี้ยวเพื่อหวังจะได้รับแคลเซียมเพียงอย่างเดียว
น้ำตาลทรายในนมเปรี้ยวนี้มีส่วนที่ทำให้ฟันผุได้ง่าย ดังนั้นเมื่อดื่มนมเปรี้ยวทุกครั้งก็ควรจะบ้วนปาก เพื่อกำจัดคราบน้ำตาลในนมที่อาจเกาะติดที่ฟันได้ ในกรณีที่ดื่มนมเปรี้ยวแล้วเข้านอน ก็ควรได้รับการแปรงฟันทุกครั้ง
ยังมีนมเปรี้ยวที่ผสมผลไม้ชนิดต่าง ๆ และทำให้เป็นครีมเข้มข้น จึงควรอ่านฉลากข้างขวดว่า ให้พลังงานเท่าใดด้วย เพราะถ้ารับประทานมากเกินไปก็อาจทำให้เป็นโรคอ้วนได้ ถ้าแยกดื่มเป็นนมวัวธรรมดา และรับประทานผลไม้เป็นประจำก็จะประหยัดเงินกว่ามาก
และสุดท้าย มีนมเปรี้ยวที่บรรจุในกล่องยูเอชทีโดยไม่ได้แช่ตู้เย็น นมเปรี้ยวชนิดนี้จะไม่มีแบคทีเรียที่มีชีวิตทั้ง 2 ชนิดนี้ จึงมีแต่น้ำนมที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส แต่มีน้ำตาลทรายและกรดแฟตตี้ชนิดโมเลกุลดังที่ได้กล่าวมา จึงให้คุณค่าคล้ายน้ำนมวัวธรรมดาแต่จะแพงกว่าการดื่มนมวัว จึงควรพิจารณาความคุ้มค่าทางด้านโภชนาการกับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายไป
สุดท้ายนี้ขอเตือนให้จำว่า การดื่มนมนั้นเมื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมและแร่ธาตุอื่น ๆ เป็นหลัก แต่ที่ได้นอกเหนือจากนั้นก็คือ การได้รับโปรตีนและพลังงานที่มากพอสมควร โดยปกตินม 1 แก้ว จะให้พลังงานเกือบ 12% และ 10% ของความต้องการพลังงานใน 1 วัน ในหญิงและชายตามลำดับ ถ้าไม่อยากให้ได้รับพลังงานมากเกินไป ก็ควรดื่มนมขาดมันเนย และเมื่อจะดื่มนมเปรี้ยว เราก็คาดหวังจะได้รับแบคทีเรียชนิดดีทั้ง 2 ชนิดดังที่ได้กล่าวมา จึงควรดื่มเพียงชั่วคราว โดยเฉพาะควรดื่มหลังจากการได้กินยาปฏิชีวนะในการรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เมื่อดื่มนมเปรี้ยวได้สักระยะ ภายในลำไส้ใหญ่ก็จะมีแบคทีเรียชนิดดีนี้จำนวนมาก ก็ควรจะเลี้ยงแบคทีเรียนี้อย่างต่อเนื่องด้วยการรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำทุก ๆ วัน โดยไม่จำเป็นต้องดื่มนมเปรี้ยวอีกต่อไป.


เหงื่อบอกโรค

เหงื่อบอกโรค

เหงื่อจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น 2 อย่าง คือ ความร้อน และอารมณ์ ในทางการแพทย์ระบุว่า เหงื่อสามารถบ่งบอกอาการของโรคบางชนิดได้

ในนิตยสาร "ชีวจิต" ฉบับ พ.ย. พ.ญ.เมทินี ไชยชนะ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป โรงพยาบาลฝาง จ.เชียงใหม่ อธิบายว่า โรคที่สัมพันธ์กับเหงื่อมี 2 ประเภท คือ

1.โรคที่ทำให้เหงื่อออกมาก

เครียด เหงื่อจะออกมากบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รักแร้ และหน้าผาก ประกอบกับมีอาการอื่นร่วม เช่น ชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น มือสั่น

ต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ หรือ คอพอก เหงื่อจะซึมออกมาทั่วตัว โดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือทั้งสองข้าง ร่วมกับมีอาการขี้หงุดหงิด มือสั่น ขี้ตกใจ น้ำหนักลด ตาโปน ผมร่วง เหนื่อยง่าย ใจสั่น หิวน้ำบ่อย

วัณโรค เหงื่อออกมากทั่วตัวในเวลากลางคืน สลับกับเป็นไข้ ไอเรื้อรัง

เบาหวาน เหงื่อซึมทั่วตัว โดยเฉพาะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ใจสั่น เหนื่อยหอบ หวิวๆ เหมือนจะเป็นลม

โรคหัวใจ เหงื่อแตก ร่วมกับใจสั่น เหนื่อยหอบ ขณะออกกำลังกาย หากมีอาการแน่นที่คอและหน้าอก เหงื่อออกตามนิ้วมือนิ้วเท้าทุกครั้งที่ออกกำลังกาย มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูง

ภาวะใกล้หมดประจำเดือน เนื่องจากสมองหลั่งฮอร์โมนเพศหญิง "โพรเจสเทอโรน" น้อยลง เหงื่อจะออกมากในเวลากลางคืน

2.โรคที่ทำให้เหงื่อออกน้อย

ผู้ที่เหงื่อออกน้อยผิดปกติ เนื่องจากต่อมเหงื่อทำงานบกพร่อง มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความร้อนในร่างกายสูง อาจก่อให้เกิดโรคตามมาดังนี้โ

รคผิวหนัง เช่น ผด ผื่น สะเก็ดเงิน ผิวแห้งแตกหยาบ เนื่องจากต่อมเหงื่อใต้ผิวหนังถูกกดไว้จนไม่สามารถขับเหงื่อได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการอุดตันในขุมขนและเป็นโรคได้ในที่สุด

ไมเกรน คนที่มีความเครียดเป็นทุนเดิม ชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดการใช้พลังงานมากกว่าปกติ หากร่างกายได้รับการกระตุ้นจนเกิดความร้อนสะสมแต่กลับไม่มีเหงื่อออกมา อาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ เกิดภาวะปวดศีรษะอย่างรุนแรงจนเป็นไมเกรน

คุณหมอเมทินี เสริมว่า โรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของเหงื่อใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ต้องมีปัจจัยอื่นร่วมอีกหลายอย่าง แต่มีทางป้องกันได้ ด้วยการหมั่นดูแลสุขภาพตัวเอง ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1 ลิตร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเหงื่อของร่างกาย และเลือกสถานที่อยู่ให้เหมาะสม ไม่ร้อนหรือแห้งเกินไป จะช่วยป้องกันโรคอันเกิดจากต่อมเหงื่อทำงานบกพร่องได้

แป๊ะก๊วย ช่วยเพิ่มความจำ

แป๊ะก๊วย ช่วยเพิ่มความจำ
มนุษย์เราเกิดมาต้องการอะไร? บางคนตอบว่าต้องการความสุข อะไรคือความสุขในชีวิตของมนุษย์เรา
ชีวิตที่มีความสุข คือ ชีวิตที่มีความสะดวกสบาย นึกอยากจะทำอะไร อยากได้อะไร ก็สามารถทำได้ หรือหาซื้อมาได้ แต่นั่นคงจะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะหากจิตใจไม่สบาย ร่างกายอ่อนแอ เจ็บไข้ได้ป่วยกระเสาะกระแสะ ก็คงไม่มีความสุข ดังนั้นปัจจัยหลักที่ทำให้คนมีความสุขก็ต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
มีคำแนะนำทางการแพทย์ว่า คนเราจะมีสุขภาพดี ต้องประกอบด้วย 5 อ. คือ อาหาร อากาศ อารมณ์ อุจจาระ และออกกำลังกาย ซึ่งสามารถแยกแยะได้ ดังนี้

อาหาร ควรเป็นอาหารที่เหมาะสมกับร่างกาย กินแล้วให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่มีโทษหรือพิษภัย หรือมีผลข้างเคียงให้เกิดโรคภัยภายหลัง
อากาศ ที่ใช้หายใจเข้าออก ต้องเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ ปราศจากมลพิษใดๆ เพราะหัวใจของคนต้องการอากาศเข้าไป เพื่อสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ให้ทำงานตลอดเวลา อากาศบริสุทธิ์ทำให้รู้สึกสดชื่น มีความสุข
อารมณ์ ผู้ที่มีอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง จะมีความสุขกว่าคนที่มีอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด ฉุนเฉียว นอกจากนั้นแล้วยังมีผลต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย
อุจจาระ คือ กากอาหาร หรือของเสียที่ร่างกายย่อยแล้ว นำส่วนที่ดีไปใช้ หลังจากนั้นก็จะขับถ่ายออกมา หากตกค้างอยู่ในร่างกายนานเกินไป จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ คนที่มีระบบขับถ่ายที่ดี จะมีหน้าตาสดใส มีน้ำมีนวล ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ค่อยขับถ่าย หรือที่เรียกว่า ท้องผูก
ออกกำลังกาย เป็นการบริหารอวัยวะทั้งภายในและภายนอก ทำให้ได้รับการเคลื่อนไหว ช่วยให้เกิดการเสริมสร้างส่วนที่ขาด หรือลดส่วนที่เกิน ช่วยในการทำงานของหัวใจ ปอด ฯลฯ คนที่ไม่ออกกำลังกายจะเป็นคนอ่อนแอ ขาดภูมิต้านทาน เจ็บป่วย เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
ทีนี้มาพูดกันถึงเรื่องอาหารที่เรากินอยู่ทุกวัน อาหารอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะในโลกนี้มีอาหารมากมาย หลากหลายชนิด เรากินเข้าไปอาจมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็ได้ อาหารบางอย่างนอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว ยังมีโทษต่อร่างกายด้วยซ้ำไป มีคำกล่าวไว้ว่า “การกินอาหารที่ดี ให้ประโยชน์ต่อร่างกายนั้น ต้องกินให้ครบ 5 หมู่”
อาหาร 5 หมู่ นั้นประกอบด้วย
1.โปรตีน เป็นอาหารประเภท เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง อาหารประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพราะเมื่อคนเรากินอาหารเข้าไปแล้ว จะเกิดการเผาผลาญ หรือย่อยสลาย นำส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต
2.คาร์โบไฮเดรต ได้แก่ อาหารจำพวก ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล อาหารประเภทนี้จะช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
3.วิตามิน พืชผักต่างๆ ช่วยในการเสริมสร้างการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ เพราะอวัยวะในร่างกายมีการเคลื่อนไหว และทำงานตลอดเวลา จำเป็นต้องมีการเสริมสร้าง หรือทดแทนการสึกหรอ
4.แร่ธาตุ ผลไม้ต่างๆ ให้ประโยชน์เช่นเดียวกับอาหารประเภทวิตามิน
5.ไขมัน จะเป็นส่วนให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ซึ่งจะได้จากน้ำมัน หรือไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ การกินอาหาร ควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละวัน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่อยู่ในตัวมันเอง
นอกจากอาหารที่เป็นประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ยังมีอาหารบางประเภทบางอย่างที่มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก หรือเนื้อสัตว์ เช่น
ผักขึ้นฉ่าย มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต
ขมิ้นชัน มีสรรพคุณในการช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บรรเทาอาการปวดท้อง
ไก่ดำ หอยนางรม มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
พริกไทย มีสรรพคุณในการขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ
ผักตำลึง เป็นยาเย็น ช่วยในการถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้
เมล็ดและใบแป๊ะก๊วย มีสรรพคุณช่วยลดอาการอัลไซเมอร์ หรือช่วยให้ความจำดีขึ้น
ปู่เชาว์วัยใกล้ 80 เป็นคนที่เคร่งครัด เอาใจใส่ในสุขภาพ และเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ แทบทุกสัปดาห์จะมีญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมรับประทานอาหารและพบปะสังสรรค์กันตามประสาของคนสูงอายุ
ในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน เพื่อนๆ ร่วมรุ่นเกือบ 10 คน มานั่งรับประทานอาหารเย็นที่บ้านคุณปู่ เรื่องที่สนทนาปราศรัยก็เป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วๆ ไป ในที่สุดก็มาพูดคุยกันถึงเรื่องอาหารการกิน อะไรมีประโยชน์ อะไรมีโทษ อะไรควรกิน อะไรควรเว้น
หลังจากอาหารคาวหวานจบไปแล้ว ก็ดื่มน้ำชา–กาแฟ และนั่งสนทนากันต่อเป็นการย่อยอาหาร คุณปู่เชาว์แกบรรยายถึงสรรพคุณของอาหารหลายอย่าง และในที่สุดก็นึกถึง แป๊ะก๊วย ขึ้นมาได้
“เม็ดแป๊ะก๊วยนี่มีประโยชน์มาก กินแล้วช่วยให้ความจำดี ไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผมกินเป็นประจำทุกวัน เพราะเป็นของที่ชอบและมีประโยชน์ด้วย”





ภัยจากการหลงลืม

ภัยจากการหลงลืม


‘ลืม’ ดูเป็นคำแก้ตัวง่ายดายที่สุดที่สามารถทำให้เจ้านายเลือดขึ้นหน้าได้ง่ายๆ ใครๆ คงไม่อยากลืมในเรื่องที่ไม่ควรลืม แต่บางครั้งอาการลืม ป้ำๆ เป๋อๆ ของคนหนุ่ม สาว อย่างเราๆ อาจส่อถึงภัยบางอย่างที่เราอาจนึกไม่ถึง ข้อมูลจากนายแพทย์ปราโมทย์ ชูดำ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลระยอง บอกกับเราว่า
อาการขี้ลืม เป็นอาการปกติที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา หากเป็นในผู้สูงอายุ มักเกิดจากการเสื่อมถอยของสภาพสมองตามกาลเวลา แต่หากบางคนมีอาการหลงลืมมากๆ จนก่อให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิต อาจสันนิษฐานได้ว่า เกิดจากโรคสมองเสื่อมซึ่งเป็นการเสื่อมของสมองซึ่งไม่ได้เกิดจากความชราหรือการเสื่อมตามกาลเวลา สาเหตุที่ทำให้เกิดสมองเสื่อมก็มีได้หลายประการ เช่น ศีรษะถูกกระแทก โรคหลอดเลือดสมอง โรคติดเชื้อในสมอง การขาดสารอาหารบางชนิด เนื้องอกในสมอง หรือแม้กระทั่งการป่วยโรคทางอายุรกรรม เช่น โรคไต โรคตับ โรคไทรอยด์ ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของสมองได้ด้วยครับ” แล้วขนาดไหนถึงเรียกว่าผิดปกติ
“ผู้ป่วยจะหลงลืมชนิดที่เรียกว่าที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น โดยมากคนปกติมักจะจำได้ทีหลังว่าลืมเรื่องอะไรหรือรู้ตัวว่าลืม แต่การหลงลืมเนื่องจากการเสื่อมของสมอง จะลืมโดยไม่ทราบว่าตัวเองลืม เช่น กินข้าวแล้วบอกว่ายังไม่ได้กิน วางของไว้บนโต๊ะแล้วบอกว่าไม่ได้วาง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการตัดสินใจที่แย่ลง มีปัญหาในการคิดรวบรวม ขาดการคิดริเริ่ม มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด เช่น บางคนเคยร่าเริงก็กลับเศร้า เบื่อ กังวล บางคนมีอาการหงุดหงิด ระแวง หรือแยกตัว เมื่อเป็นนานเข้า ผู้ป่วยจะเสียการสำนึกระลึกรู้ตัว (Insight) และวิจารณ-ญาณตัดสินใจ (Judgment) จนในที่สุดจะดูแลตัวเองไม่ได้
“การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การลดความระแวงและความทรมานของผู้ป่วย ลดภาระของญาติที่ต้องดูแล ซึ่งมีทั้งการให้ยาเพื่อเพิ่มความจำและการให้ยาจิตประสาทขนาดอ่อน เพื่อทำให้อาการทางจิตทุเลาลง โดยยาช่วยความจำก็มีผลช่วยลดอาการทางจิตได้ด้วย เนื่องจากการมีความจำดีขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยทำความเข้าใจต่อสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น”
ปัจจุบันเราอนุมานว่านักการเมืองไทยหลายท่านเป็นโรคนี้ ทั้งแบบรู้ตัวและแกล้งไม่รู้ตัว อย่างไรเสีย เพื่อความเจริญของประเทศ น่าจะปรึกษาแพทย์เป็นการดีครับ

ดูแลตัวเองตามกรุ๊ปเลือด

ดูแลตัวเองตามกรุ๊ปเลือด
http://women.sanook.com/health/tips/tips_52942.php


คนที่มีกรุ๊ปเลือด A

จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดเนื่องจากร่างกายจะผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนเครียดมาก ดังนั้นควรจะออกกำลังกายด้วยการจดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาทิ โยคะ ไทชิ หรือนั่งสมาธิ เพื่อลดความเครียด หากออกกำลังกายก็อย่าหักโหมจึงไม่ควรบริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะผู้ที่มีหมู่เลือดนี้จะไม่ค่อยมีเอนไซม์และกรดที่ย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ควรงดการดื่มนมสดและผลิตภัณฑ์จากนม เพราะจะทำให้เกิดท้องอืด ท้องเฟ้อ ทางที่ดีควรรับประทานผัก อย่างฟักทอง แคร์รอต ผักโขม บร็อกโคลี่ และพืชตระกูลถั่ว โดยเฉพาะถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูงและช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และควรดื่มชาเขียวเป็นประจำเพื่อช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ควรจำกัดน้ำตาล กาเฟอีน และแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะไปเพิ่มความเครียด และทำให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำงานช้าลง

- คนที่มีกรุ๊ปเลือด B

เมื่อร่างกายไม่สมดุลระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลจะเพิ่มสูงขึ้นทำให้มีโอกาสที่จะติดเชื้อ เกิดอาการเหนื่อยล้า จิตใจมัวหมอง ควรสร้างความสมดุลด้วยการออกกำลังกายในรูปแบบที่ท้าทายแต่ต้องใช้สมาธิควบคู่ไปดวย อาทิ เทนนิส ศิลปะการต่อสู้ ปั่นจักรยาน เดินทางไกล กอล์ฟ หรือไทชิเป็นการลดความเครียด ลดความดัน ทำให้ผ่อนคลาย สร้างสมดุลให้กับร่างกายคนเลือดกรุ๊ปนี้เหมาะกับการดื่มนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม และเนื้อสัตว แม้คนหมู่เลือดนี้จะสามารถเผาผลาญโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ดีก็ตามแต่ก็ไม่ควรกินเนื้อสัตว์ที่ติดมัน ไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป และหลีกเลี่ยงเนื้อไก่

- คนที่มีกรุ๊ปเลือด AB

เป็นกลุ่มคนที่รักความเคลื่อนไหว ดังนั้นควรออกกำลังกายในรูปแบบที่ใช้แรงมากและต้องสร้างสมาธิได้ด้วย อย่างเช่นโยคะ หรือแอโรบิก คนเลือดกรุ๊ปนี้มีกรดไฮโดรคลอริกน้อยทำให้ย่อยอาหารได้ยาก จึงต้องจำกัดปริมาณเนื้อสัตว์ไม่ควรรับประทานเนื้อไก่ ควรหันมาบริโภคถั่วเหลือง ปลา ไข่ไก่ และผักแทนไม่ควรดื่มกาเฟอีนและแอลกอฮอล์มากเกินไปและไม่ควรอดอาหารเพราะจะทำให้เกิดความเครียด

- คนที่มีเลือดกรุ๊ป O

ควรจะออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเต้นแอโรบิก วิ่ง หรือปั่นจักรยานจะช่วยปรับสภาวะสมดุลของอารมณ์ได้ คนเลือดกรุ๊ปนี้โปรตีนเป็นสิ่งสำคัญ แต่ควรจำกัดการบริโภคถั่วและหมู ส่วนนมและผลิตภัณฑ์จากนมให้บริโภคแต่น้อยเพราะร่างกายย่อยได้ยาก ควรจะหันมารับประทานผักผลไม้ให้มาก

ไม่ว่าจะกรุ๊ปเลือดไหนก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี.

แยมและเยลลี่เพิ่มพลังต้านมะเร็ง

แยมและเยลลี่เพิ่มพลังต้านมะเร็ง
http://women.sanook.com/health/tips/tips_53170.php

คุณรู้ไหมว่า แยมและเยลลี่มีสารเพกตินซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของมะเร็งได้

สถาบันวิจัยอาหารแห่งสหราชอาณาจักรค้นพบว่า แยมและเยลลี่ช่วยหยุดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้ โดยศาสตราจารย์วิก มอร์ริส เจ้าของงานวิจัยกล่าวว่า “ทั้งแยมและเยลลี่อุดมไปด้วยเพกติน ใยอาหารธรรมชาติที่พบในผักผลไม้ เมื่อผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นแยมและเยลลี่ เพกตินจะปล่อยโมเลกุลชนิดหนึ่งออกมาซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเติบโตของ มะเร็งอย่างได้ผล”

แม้เพกตินในผักผลไม้แปรรูปจะช่วยต้านมะเร็งได้ แต่ยังไม่มีผลวิจัยชี้ชัดว่าในผักผลไม้สดจะมีคุณสมบัติเหมือนกันหรือไม่ อย่างไรก็ดี ไม่ควรมองข้ามประโยชน์จากผักผลไม้สด ใครที่อยากได้ประโยชน์จากเพกติน ต้องกินผลไม้ตระกูลส้มและแอ๊ปเปิ้ล โดยเฉพาะส่วนผิวและแกนจะมีเพกตินมากที่สุด

ปัสสาวะเล็ด ปัญหาสตรีที่แก้ได้

ปัสสาวะเล็ด ปัญหาสตรีที่แก้ได้


วิจัยพบหญิงไทยวัยหมดประจำเดือนกว่าร้อยละ 80 ประสบปัญหาปัสสาวะเล็ด หลายคนอายไม่ยอมรักษา ถึงขั้นเก็บตัว ไม่ออกจากบ้าน เผยสาเหตุมาจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนสมรรถภาพจากการคลอดบุตร แนะ "ขมิบ" อย่างถูกวิธีทุกวัน เพื่อป้องกันก่อนสายเกินแก้ แถมยังช่วยให้เพศสัมพันธ์ดีขึ้นด้วย

รศ.กรกฏ เห็นแสงวิไล หัวหน้าโครงการวิจัย เรื่อง "สร้างเสริมสุขภาพบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานในสตรีด้วยตนเอง" โดยการสนับสนุนของแผนเปิดรับทั่วไป สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ปัญหากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนสมรรถภาพ ถือเป็นเรื่องที่พบในสตรีทั่วโลก โดยเฉพาะในวัยหมดประจำเดือน เช่น ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พบว่าสตรีวัยหมดประจำเดือนร้อยละ 75.3 มีปัญหาการกลั้นปัสสาวะ ขณะที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พบว่า สตรีวัยหมดประจำเดือนร้อยละ 89.3 มีปัญหาเดียวกัน และร้อยละ 43.3 มีภาวะมดลูกหย่อนด้วย นอกจากนี้จากการสำรวจสตรีไทยในภาคเหนือตอนบน ช่วงปี 2542-2543 ยังพบว่าผู้หญิงช่วงอายุ 20-24 ปี พบปัญหากลั้นปัสสาวะถึงร้อยละ 41 และวัยหมดประจำเดือนอีกร้อยละ 48


ปัญหาที่ตามมาคืออาการปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ มดลูกหย่อน และเพศสัมพันธ์บกพร่อง เนื่องจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อ่อนแรงและหย่อนลงมาจะทำให้ช่องคลอดขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถหดตัวได้ขณะมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังผายลมบ่อยผิดปกติ

"คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในเรื่องการกลั้นปัสสาวะ ส่วนมากคิดว่าเป็นเรื่องของคนสูงอายุ หรือบางคนรู้สึกอาย กลัวสังคมรังเกียจ จึงไม่มารับการรักษา และพยายามแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เช่น ดื่มน้ำน้อยลง เข้าห้องน้ำบ่อยๆ ใส่ผ้าอนามัย หรือในรายที่มีอาการฉี่เล็ดมากๆ อาจถึงขั้นเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ยอมออกจากบ้าน" รศ.กรกฏกล่าว
สำหรับสาเหตุของอุ้งเชิงกรานหย่อนสมรรถภาพนั้นมาจากหลายปัจจัย อาทิ การตั้งครรภ์และการคลอด การตั้งครรภ์จะทำให้มีการยืดขยายของกล้ามเนื้อและพังผืดรอบอุ้งเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ ส่วนการคลอดเป็นการกระทำโดยตรงต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน คือมีการกรีดฝีเย็บ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนี้ในผู้สูงอายุ สตรีวัยหมดประจำเดือน คนอ้วน คนใช้แรงงานยกของหนัก ก็เกิดภาวะกล้ามเนื้อหย่อนยานได้ง่าย รวมไปถึงโรคเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง ไอเรื้อรัง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กล้ามเนื้องอก ล้วนก่อเกิดอาการปัสสาวะเล็ดได้
รศ.กรกฏกล่าวต่อว่า ในการวิจัยได้เสนอวิธีการให้ความรู้และสร้างเสริมสุขภาพสตรีเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน สตรีที่เริ่มมีอาการปัสสาวะเล็ด และสตรีมีครรภ์ โดยแนะนำการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกต้องด้วยตนเอง ด้วยการใช้สื่อวีดิทัศน์ที่ผลิตขึ้นอย่างมีคุณภาพ แล้วใช้แบบ สอบถาม วัดผลสัมฤทธิ์ในสตรีวัย 40-60 ปี ประมาณ 60 คน ในจังหวัดเชียงใหม่และพิษณุโลก เพื่อเปรียบเทียบการเรียนรู้ด้วยตนเองก่อนและหลังการใช้วีดิทัศน์ และศึกษาในสตรีที่เริ่มมีอาการปัสสาวะเล็ดจำนวน 30 คน เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมและสตรีมีครรภ์จำนวน 30 คน
"ผลออกมาว่ากลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับอุ้งเชิงกรานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน และยังฝึกขมิบอุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธีต่อเนื่องถึง 12 สัปดาห์ ทำให้คนที่เคยมีปัญหาปัสสาวะเล็ดบ่อยๆ ลดความรุนแรงของอาการลง กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรงและกระชับตัว ส่งผลต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ผู้เข้าร่วมทดลองหลายคนเล่าว่าได้รับคำชมจากสามีในเรื่องนี้" หัวหน้าโครงการวิจัยกล่าว
ส่วนการทดสอบสมรรถภาพกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยตนเองนั้น รศ.กรกฏแนะนำว่าทำได้โดยการดื่มน้ำ 2 แก้ว แล้วรอประมาณ 10-15 นาที จนรู้สึกปวดปัสสาวะ ให้กระโดดพร้อมกันจนสองเท้าลอยพ้นพื้นติดต่อกัน 20 ครั้ง จากนั้นกระโดดกางขาหน้า-หลัง 4 ครั้ง และไอแรงๆ อีก 2-3 ครั้ง สังเกตว่ามีปัสสาวะเล็ดหรือไม่ เพราะในคนปกติกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานควรควบคุมได้ ไม่มีอาการปัสสาวะเล็ด
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดอาการปัสสาวะเล็ดหรือไม่ วิธีการป้องกันและบรรเทาอาการของโรคทำได้โดยการขมิบอุ้งเชิงกรานแรงๆ ค้างไว้ 10 วินาที แล้วปล่อยประมาณ 5 วินาที ทำซ้ำอีกจนครบ 5 ครั้ง แล้วขมิบ-ปล่อยแบบแรงเต็มที่อีก 5 ครั้ง วันหนึ่งๆ ควรทำอย่างน้อย 4-5 ครั้ง ในช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น และก่อนนอน โดยต้องฝึกขมิบในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวัน เช่น นั่ง ยืน เดิน จาม จนกลายเป็นนิสัย จะส่งผลดีต่อสตรีในระยะยาว
ด้าน น.พ.ชาตรี เจริญศิริ กรรมการบริหารแผนเปิดรับทั่วไป สสส. กล่าวว่า โครงการวิจัยเรื่องสร้างเสริมสุขภาพบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานในสตรีด้วยตนเอง เป็นงานวิจัยเชิงนวัตกรรมที่หยิบเอาผลการวิจัยหรือผลสำรวจของต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย และยังคิดค้นวิธีการสอนให้หญิงไทยรู้จักขมิบอุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านสื่อวีดิทัศน์ และการฝึกอบรม ช่วยแก้ไขปัญหาของสตรีจำนวนมากที่ประสบปัญหาเรื้อรังมานาน
"เป็นที่น่ายินดีที่ระยะหลังงานวิจัยของสสส.ไม่ได้ทำในลักษณะขึ้นหิ้ง แต่มีการจัดการให้ใช้ผลงานวิจัยนั้นๆ มีคนหยิบยกมาทำต่อ สาธิตให้เห็นถึงทางออกของปัญหา เสน่ห์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในระยะหลังคืองานวิจัยก่อให้เกิดความผูกพันระหว่างนักวิจัยกับชุมชน โดยจะพบว่างานวิจัยหลายชิ้นเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ดึงชาวบ้านเข้ามาเป็นนักวิจัย ขณะที่นักวิชาการเป็นเพียงพี่เลี้ยง หรือบางชิ้นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นคนในพื้นที่เข้าไปทำกับชุมชนของตนเอง ทำให้งานวิจัยนั้นเกิดความยั่งยืนแม้จะสิ้นสุดโครงการไปแล้ว นับเป็นการจุดตะเกียงช่วยส่องสว่างในที่มืด แม้จะยังไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ทุกชุมชนก็ตาม" น.พ.ชาตรีกล่าว

สวยก่อนนอน...นอนให้สวย

สวยก่อนนอน...นอนให้สวย

การนอนหลับกับความงามเป็น 2 เรื่องที่สำคัญสำหรับสาวๆ ผิวพรรณที่สวยงามสามารถเสริมสร้างได้จากการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพ

เพราะช่วงเวลาในการพักผ่อนนั้น สมองและร่างกายของคนเราจะใช้เวลานี้เพื่อซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอ ดังนั้น การนอนหลับที่เหมาะสมและเพียงพอ จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและความชราของผิวพรรณของมนุษย์

นพ.กฤษธิพร เพ็งสุข ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผิวหนังและสุขภาพความงามจากศูนย์ความงามนิรันดาคลินิก กล่าวว่า มีหลายๆ ปัจจัยที่เป็นตัวเร่งให้ความชราภาพมาเยือนผิวพรรณของเราได้เร็วขึ้นก่อนเวลาอันควร ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การถูกแดดจัด หรือแม้กระทั่งความเครียด

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและความชราภาพของผิวพรรณของมนุษย์ ก็คือการที่ร่างกายนอนหลับไม่เพียงพอ หรือการหลับอย่างไม่มีคุณภาพ เพราะการนอนหลับนั้นเป็นความต้องการพื้นฐานของคนเรา เพื่อที่จะช่วยให้ร่างกายมีแรงขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้า ถ้าเรานอนหลับไม่เพียงพอก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายด้อยลงไปได้ และเป็นที่แน่นอนว่าลักษณะผิวพรรณในผู้ที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอย่อมไม่ดีตามไปด้วย ซึ่งอาจจะสังเกตได้จากรอยคล้ำหรือรอยดำใต้ดวงตา ถุงใต้ตา หรือใบหน้าที่ดูทรุดโทรมไม่สดชื่นแจ่มใส

ในช่วงระยะเวลาของการนอนหลับนั้น ถือว่าเป็นช่วงโอกาสทองของร่างกายในการพักผ่อนและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งผิวหนังของเราด้วย นอกจากนี้ ยังมีสารสำคัญต่างๆ หลั่งออกมาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เช่น สารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการมีประจำเดือน การลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต และที่สำคัญสารนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมการนอนหลับอีกด้วย

สารเมลาโทนินมีส่วนช่วยในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากสารอนุมูลอิสระต่างๆ สารเมลาโทนินจะถูกสร้างมากที่สุดในเวลากลางคืนในขณะที่เราหลับ และจะถูกสร้างน้อยลงเมื่อเราตื่น ดังนั้น การนอนหลับจึงมีส่วนช่วยในการปกป้องผิวหนังได้ สารเมลาโทนินเป็นสารที่สร้างจากต่อมไพเนียลที่อยู่ในสมองของเรา ซึ่งเชื่อกันว่าต่อมนี้มีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับกลไกการเกิดความชราภาพ

ต่อมไพเนียลนี่เองที่เปรียบเสมือนดวงตาที่ 3 ของร่างกายมนุษย์ ที่คอยรับรู้ความสว่างและความมืด และช่วยกำหนดวงจรการนอนของมนุษย์ให้นอนหลับในเวลากลางคืนและตื่นเวลากลางวัน

ในด้านของผิวหนัง สารเมลาโทนินมีบทบาทในการลดผลของสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายของเรา ซึ่งถ้ามีมากเกินไปก็อาจส่งผลเกิดภูมิแพ้ของผิวหนัง เกิดการอักเสบของผิวหนัง แม้กระทั่งเกิดมะเร็งผิวหนังง่ายขึ้น สารเมลาโทนินเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากสารอนุมูลอิสระต่างๆ และจะถูกสร้างมากที่สุดในเวลากลางคืนขณะที่เราหลับ และสร้างลดลงเมื่อเราตื่น ดังนั้น การนอนหลับจึงมีส่วนสำคัญในการปกป้องผิวพรรณได้ เพื่อคงความอ่อนเยาว์ สดชื่นแจ่มใส


การนอนหลับกับผิวพรรณ
การนอนหลับที่ดีควรเป็นการนอนหลับอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาแล้วมีความรู้สึกไม่สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในเวลากลางวัน ซึ่งการนอนหลับที่ดีที่ส่งผลต่อการมีผิวพรรณที่ดีนั้น ควรมีปัจจัยดังนี้
1.นอนถูกเวลาและปริมาณ ความต้องการนอนหลับของมนุษย์เรานั้นไม่เท่ากัน ยิ่งอายุน้อยยิ่งต้องการนอนมาก และความต้องการนอนหลับสำหรับผู้ใหญ่โดยทั่วไปแล้วประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน สิ่งที่สำคัญคือร่างกายจะมีการสะสม ถ้าเรานอนไม่พอก็จะต้องการนอนมากขึ้นในวันต่อไป
นอกจากนี้ เวลาเข้านอนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฮอร์โมนและสารต่างๆ ที่จำเป็นในการก่อให้เกิดสุขภาพผิวพรรณที่ดี จะผลิตเป็นเวลาตามที่ร่างกายกำหนด เวลาที่แนะนำให้ควรเข้านอนเพื่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดี ไม่ควรจะเกิน 4 ทุ่มของแต่ละคืน
2.นอนถูกที่ ถูกสิ่งแวดล้อม ถ้าสิ่งแวดล้อมที่เรานอนไม่เหมาะสม เช่น มีเสียงรบกวน มีแสงสว่างมากเกินไป มีการระบายอากาศที่ไม่เหมาะสม ต่างก็ส่งผลกระทบต่อกระบวนการนอนหลับอย่างต่อเนื่องของร่างกายทั้งสิ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการนอนหลับลดลง
3.นอนถูกท่า การนอนหงายเป็นท่านอนที่หลีกเลี่ยงการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีที่สุด การนอนตะแคงหรือนอนคว่ำหน้านานๆ จะทำให้เกิดแรงกดทับ ก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะที่แก้มและคางที่เรียกว่า Sleep Line นอกจากนี้ การนอนคว่ำยังทำให้เกิดรอยตีนกาได้ง่าย เนื่องจากผิวบริเวณรอบดวงตาจะเป็นผิวที่บอบบางและเกิดริ้วรอยได้ง่ายมาก
นอกจากประโยชน์ด้านความงามแล้ว ท่านอนหงายยังเป็นท่าทางการนอนที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะเป็นท่านอนที่ไม่มีอะไรมากดทับหน้าอก ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้อย่างคล่องตัวที่สุด เมื่อนอนหงายกระดูกสันหลังได้รับการรองรับจากที่นอน ทำให้สามารถวางตัวอยู่ในแนวธรรมชาติได้ดีที่สุด เมื่อหลังแตะฟูกให้หลับในท่านอนหงายเหยียดยาวในชุดที่ไม่รัด พร้อมกับใช้หมอนใบเล็กรองใต้คอแทนหนุนศีรษะได้ยิ่งดี
การเหยียดแขนออกห่างตัว หรือไม่ก็งอศอกไว้เหนือศีรษะจะได้ไม่กีดขวางระบบทางเดินหายใจหรือสูบฉีดโลหิต ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้คล่องตัวที่สุด เมื่อนอนหงายกระดูกสันหลังได้รับการรองรับจากที่นอน ช่วยให้กล้ามเนื้อหลัง ไหล่ และคอ ได้รับการผ่อนคลายได้ดีที่สุด (ยกเว้นผู้ป่วยหรือสตรีมีครรภ์)
หลับสบายไร้ริ้วรอย
ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรศาสตร์ จากพาร์เกอร์แอนด์มอร์แกน ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า การนอนหงายเป็นท่านอนที่หลีกเลี่ยงการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีที่สุด การนอนตะแคงหรือการนอนคว่ำนานๆ จะทำให้เกิดแรงกดทับ ก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรศาสตร์ แนะนำว่า การใช้หมอนสำหรับคนนอนหงาย ควรใช้หมอนทรงต่ำจะเหมาะสมที่สุด เพราะหมอนต่ำจะช่วยพยุงกระดูกสันหลังให้อยู่ในระดับเดียวกับที่นอนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ควรใช้หมอนที่สูงเกินไป เพราะจะทำให้ส่วนศีรษะของคุณกระดกมาด้านหน้าเข้าหาลำตัวในท่าก้มมากขึ้น ซึ่งนอกจากไม่เป็นผลดีกับคอแล้ว ยังทำให้หายใจลำบากด้วย และควรมีส่วนที่ช่วยรองรับส่วนเว้าของต้นคอ เพื่อลดแรงกดของกล้ามเนื้อคอ
ถึงแม้จะมีหลายๆ ปัจจัยที่เป็นตัวเร่งให้ผิวของมนุษย์เราเกิดการชราภาพได้เร็วก่อนเวลาอันควร แต่ถ้าเรารู้จักดูแลสุขภาพตั้งแต่ตอนนี้ โดยอาจจะเริ่มจากสิ่งที่เป็นกิจวัตรประจำวันของเรา นั่นก็คือการพักผ่อนที่เพียงพอและถูกวิธี เพราะนอกจากจะส่งผลให้ผิวพรรณดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ระบบร่างกายภายในแข็งแรงอีกด้วย
สวยก่อนนอน
1.เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะกับสภาพผิว ถ้าเป็นคนผิวแห้งก็จะแนะนำเป็นพวกครีมน้ำนม ซึ่งเป็นการทำความสะอาดและเติมความชุ่มชื่นให้ผิวด้วย แต่ถ้าเป็นคนผิวธรรมดาหรือผิวมัน แนะนำให้เป็นผลิตภัณฑ์จากโฟมน้ำผึ้ง ซึ่งจะเหมาะกับสภาพผิว
2.การล้างหน้า เวลาล้างหน้าอย่าใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้ง เพราะ 2 นิ้วนี้เมื่อกดลงใบหน้าจะมีแรงกดมาก ทำให้เกิดริ้วรอย ควรใช้เพียงนิ้วกลางและนิ้วนางเท่านั้น โดยเริ่มหมุนนิ้วออกเป็นวงกลม เริ่มจากบริเวณคาง คลึงนวดเบาๆ ไล่ขึ้นไปตามแก้ม ไล่จากบริเวณจุดกลางไปตามลายกล้ามเนื้อออกไปทางด้านข้าง ไล่ขึ้นไปที่หน้าผาก เป็นการต้านแรงโน้มถ่วง อาจจะเน้นบริเวณร่องข้างจมูก เพื่อหลีกเลี่ยงสิวเสี้ยน
3.การลงเคล็นซิง ให้ทิ้งไว้ประมาณ 30 วินาที-1 นาที เพื่อให้ตัวครีมนี่ทำละลายกับสิ่งสกปรก เครื่องสำอาง คราบไขมันอุดตัน
4.วิธีล้างออก วักน้ำขึ้นมาแล้วให้เอาน้ำแปะบนผิวหน้า ห้ามถู เพราะจะยิ่งทำให้เหมือนเป็นการกดไปบนหน้าเรา จะทำให้เกิดริ้วรอยได้ เคล็ดลับง่ายๆ แค่นี้ ช่วยให้คุณสวยได้ทั้งยามหลับและยามตื่น

เช็ค! ชุดชั้นในด่วน ต้นเหตุปวดคอ หลัง ไหล่

เช็ค! ชุดชั้นในด่วน ต้นเหตุปวดคอ หลัง ไหล่


ผู้หญิงคนไหนมีอาการปวดหลัง ไหล่ ต้นคอ โดยไม่รู้สาเหตุลองมาสำรวจการใส่ชุดชั้นในกันดูว่าใส่ไม่เหมาะสมกับสรีระหรือไม่!! ในงานเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ชุดชั้นในเมเดิ้นฟอร์ม "ดิส ฟิล ไรท์...ไอ ฟิล กู๊ด" (This Feel Right...I Feel Good) โดยบริษัท เซ็นทรัลเทรดดิ้ง จำกัด ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น ได้ผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำการดูแลรักษาทรวงอกและการเลือกใส่ชุดชั้นใน
พญ.ชัญวลี ศรีสุโข สูตินรีแพทย์ เผยว่า ชุดชั้นในเป็นอีกชุดหนึ่งที่ส่งให้รูปร่างผู้หญิงสวยงามได้ แต่การใส่ชุดชั้นในจะส่งผลเสียต่อสุขภาพทันที ถ้าชุดนั้นไม่เหมาะสมกับสรีระ
"ชุดชั้นในที่ดีเวลาใส่แล้วต้องห่อหุ้มเต้านมทั้งหมด ใส่แล้วไม่มีเนื้อออกมาและไม่เห็นร่องหน้าอก ไม่คับและไม่หลวมเกินไป เพราะถ้าใส่คับเกินไปจะทำให้ปวดไหล่ ปวดหลัง และอาจลามไปถึงปวดต้นคอได้ บางรายหนักถึงขั้นเป็นไมเกรน นอกจากนี้ยังอาจทำให้เป็นโรคเชื้อราตามมา มีอาการคัน เพราะอากาศถ่ายเทไม่สะดวก"
เพื่อสุขภาพหน้าอกหน้าใจที่ดี พญ.ชัญวลี แนะนำการเลือกชุดชั้นในให้ยึดหลัก "3 ถูก" คือ
1.ถูกขนาด
2.ถูกกาละเทศะ
3.ถูกสุขภาพ
ด้านกูรูแฟชั่น "ม้า" อรนภา กฤษฎี ได้กล่าวเสริมถึงการเลือกชุดชั้นในว่า เวลาเลือกซื้อชุดชั้นในผู้หญิงส่วนใหญ่จะคำนึงถึงแฟชั่นมากกว่าสุขภาพ
"ชุดชั้นในมีให้เลือกหลายรูปแบบ ซึ่งชุดชั้นในที่สวมใส่แล้วส่งผลดีต่อสุขภาพมีรูปแบบเรียบๆ แต่ถ้าชอบชุดชั้นในแฟชั่น ก่อนซื้อควรคำนึงถึงวัสดุที่ทำด้วย"
เป็นอีกชุดหนึ่งที่ผู้หญิงต้องให้ความสำคัญ

ความจริงกับอาการนอนกรน

ความจริงกับอาการนอนกรน
http://women.sanook.com/health/tips/tips_54496.php


8 Facts รู้ไว้ใช่ว่า….ใส่ปาก คาบไว้

1. อาการนอนกรน เป็นปัญหาของการนอนหลับ ที่พบบ่อยในคนอายุ 30-35 ปี ซึ่งมักจะเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน ผนังคอหนา เนื้อเยื่อในช่องคอ หย่อนตัวขณะนอนหลับ

2. ประมาณร้อยละ 20 เป็นเพศชาย และร้อยละ 5 เป็นเพศหญิง และอาการ นอนกรนจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น

3. เสียงกรนเกิดจากการที่อากาศเคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่แคบ ซึ่งมักเกิดจากการผ่อนคลายหรือหย่อนตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนขณะนอนหลับ เช่น กล้ามเนื้อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ ผนังคอหอย หรือโคนลิ้น ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและสะบัดของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนในบริเวณนั้นเกิดเป็นเสียงกรนขึ้น

4. การอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนจากต่อมทอนซิลและต่อมอดีนอยด์ที่โต ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการนอนกรนที่สำคัญในเด็กหรือเนื้องอกหรือซีสต์ (Cyst) ในทางเดินหายใจส่วนบนหรือการที่มีโพรงจมูกอุดตันจากหลายสาเหตุ เช่น อาการคัดจมูกจากโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ผนังกั้นช่องจมูกคด เนื้องอกในโพรงจมูกและ/หรือโพรงอากาศข้างจมูก ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ ก็เป็นสาเหตุที่ให้เกิดอาการนอนกรนได้เช่นกัน

5. อาการนอนกรนจึงไม่ใช่เรื่องปกติ แต่กลับบ่งบอกถึงการมีสิ่งอุดกั้นในระบบ ทางเดินหายใจส่วนบน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) เป็นภาวะที่มีการอุดกั้นในทางเดินหายใจมากจนกระทั่งทำให้เกิดการหยุดหายใจเป็นช่วงๆขณะนอนหลับได้ ใครมีปัญหาควรรีบปรึกษาแพทย์

6. การนอนกรนอาจส่งผลให้ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ทำให้เรียน หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าต้องขับรถอาจเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ นอกจากนั้น จะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคหลอดเลือดในสมอง

7. ลักษณะทั่วไป ที่อาจส่งเสริมให้เกิดอาการนอนกรนขณะหลับได้ เช่น คอสั้น อ้วน น้ำหนักมาก มีความผิดปกติในลักษณะโครงสร้างของใบหน้า เช่น คางเล็ก ถอยร่นมาด้านหลัง

8. หญิงที่มีรอบคอเกินกว่า 15 นิ้ว และชายที่มีรอบคอใหญ่กว่า 17 นิ้ว เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคนอนกรนได้ พอๆ กับคนที่มีต่อมทอนซิลโต และจมูกอักเสบเนื่องจากโรคภูมิแพ้

" อาการนอนกรนกำลังเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ฮิตที่ไต่อันดับความนิยมที่ไม่น่าชื่นชมทั้งกับคนกรน และคนข้างตัวมากขึ้นทุกวัน ข้อมูลล่าสุดพบว่า สถิติโรคนอนกรนในคนไทย พบในกลุ่มผู้ชายมากถึง 20-30% ส่วนผู้หญิงพบได้ 10-15% โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงาน คนที่ อาการรุนแรงมากพบได้สูงถึง 5% อาการนอนกรนในวันนี้ ไม่เพียงแค่สร้างความรู้สึกรำคาญ แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญญาณมรณะด้วย เพราะ ในบางคน อาการนอนกรนสื่อถึงการขาดอากาศหายใจในช่วงสั้นๆ ที่อาจทำให้หลับยาวแบบไม่ตื่นฟื้นไม่มีทีเดียว ดังนั้น จึงควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ และนี่คือ 21 ข้อเท็จจริงที่เรานำมาฝาก "

13 TIPS กำจัดเสียงกรน

1. ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำหนึ่งช้อนโต๊ะก่อนนอน

2. อย่ารับประทานอาหารหนัก สามชั่วโมงก่อนนอน กระเพาะที่เต็มไปด้วยอาหารจะส่งผลให้กะบังลมถูกกดทับ ทำให้การเดินลมในร่างกายตีบตัน

3. หลีกเลี่ยงการใช้หมอนนุ่มๆ เพราะจะไปทำให้คอหอยผ่อนคลาย ทำให้ระบบช่องลมไม่ขยาย

4. ปรับความชันของเตียงนอนให้ส่วนหัวสูงขึ้นจากแนวราบสี่นิ้ว จะช่วยผ่อนการ กดทับของลิ้น และกราม ส่งผลให้ลดอาการกรนระหว่างหลับ

5. นอนตะแคง จะช่วยลดและผ่อนคลายความดันในช่องทางเดินอากาศที่เกิดจากการมีน้ำหนักมากเกินไปได้ แต่ถ้าไม่ชินกับการนอนตะแคง อาจใช้ลูกเทนนิส 2-3 ลูก เปลือกถั่วใส่ถุง หรือกระเป๋าวางไว้ด้านหลัง ลูกบอลหรือเปลือกถั่วเหล่านี้จะช่วยให้ไม่พลิกตัวไปนอนหงายได้

6. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ และยาแก้แพ้ต่างๆ เป็นตัวทำให้การหายใจช้าลง และตื้นขึ้น กล้ามเนื้อหย่อนคลายลงมากกว่าปกติ จึงมีแนวโน้มได้มากว่าโครงสร้างลำคอจะอุดตันช่องทางเดินอากาศได้ง่าย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการนอนกรน

7. ลดน้ำหนัก ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุดสำหรับผู้ที่มี น้ำหนักตัวมากผิดปกติ ทำให้การหายใจเป็นไปได้อย่างยากลำบาก การลดน้ำหนักสามารถช่วยได้ แต่หมายถึงลดให้ใกล้เคียงกับน้ำหนักตามสัดส่วน

8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยที่สุด ทั้งยังช่วยปรับสภาพกล้ามเนื้อ และทำให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น

9. กำจัดปัจจัยในที่นอนที่ทำให้เกิดอาการหอบหืดภูมิแพ้ เช่น ไร ฝุ่น ขนสัตว์ จะช่วยลดอาการคัดจมูกได้ด้วย

10. เพื่อป้องกันการนอนหงาย (แล้วจะกรน) อาจจะนำเอาลูกเทนนิส 2-3 ลูกมาใส่ถุงผ้าแล้วเย็บติดกับเสื้อที่ใส่นอน เวลานอนจะทำให้นอนหงายลำบาก เราจะต้องนอนตะแคงตัวไปเอง เป็นอุปกรณ์กันการนอนกรนแบบประหยัด

11. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือสัมผัสควันบุหรี่

12. ใช้เครื่องมือที่เป่าลมเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นหรือไม่อุดกั้นขณะนอนหลับ

13. หากเป็นมากต้องไปหาหมอ จะมีการตรวจหาความผิดปกติของการหายใจขณะนอนหลับ (ตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ) และอาจมีการรักษาโดยการใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการผ่าตัด แล้วแต่หมอจะเห็นเหมาะสม

14 วิธีเทคแคร์หัวใจ

14 วิธีเทคแคร์หัวใจ
http://women.sanook.com/health/tips/tips_54257.php

เดินไปทางไหนในช่วงนี้ก็แสนจะอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความรักเต็มไปหมด โดยเฉพาะโดยเฉพาะหัวใจที่มักจะถูกหยิบยื่นให้คนนั้นคนนี้จนวุ่นชุลมุนไปหมด นัยว่าให้ทั้งตัวและหัวใจอะไรประมาณนั้น ให้กันแบบเล่นๆ ก็ดีหรอก อย่าถึงกับควักกันจริงๆ นะจ๊ะ เพราะของอย่างนี้สูญหายไปก็ไม่มีโอกาสหาใหม่แน่ๆ ดังนั้นเราจึงควรดูแลมันให้ดีที่สุด และ 24-7 ก็มี 14 วิธีเทคแคร์หัวใจ มาฝากด้วย

1. เดินออกกำลัง 30 นาทีทุกวัน ช่วยลดโอกาสเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันได้ร้อยละ 30

2. ตรวจความดันเลือดเป็นประจำ และพยายามควบคุมให้ต่ำกว่า 115/75 ค่าความดันเลือดมีผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจมากกว่าไขมันในเลือด (คอเลสเตอรอล) การออกกำลังเป็นประจำและการลดไขมันรอบพุง (รอบเอว) มีส่วนช่วยลดความดันเลือดได้

3. กินถั่วเปลือกแข็งวันละ 1 กำมือ จำพวกถั่วอัลมอนด์ เฮเซลนัท ถั่วเปลือกแข็ง ช่วยลดการอักเสบ และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) มีน้ำมันชนิดดีมาก (โอเมกา-3) โปรตีน และเส้นใย (ไฟเบอร์) ให้เลือกถั่วชนิดไม่เติมเกลือจึงจะได้ผลดี

4. ตรวจไขมันในเลือด และพยายามทำให้คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) สูงกว่า 50 โดยการออกกำลังเป็นประจำ ใช้น้ำมันที่มีประโยชน์ เช่น น้ำมันมะกอก, น้ำมันคาโนลา, น้ำมันรำข้าว ปรุงอาหาร

5.ใช้ไหมขัดฟัน (Dental Floss) ทุกวัน เพื่อป้องกันคราบจุลินทรีย์ (Plaque) และโรคปริทนต์ หรือโรคเหงือก และเนื้อเยื่อรอบโคนฟันอักเสบ โรคปริทนต์ทำให้เกิดการอักเสบ

6. กินเนื้อมะเขือเทศบดสัปดาห์ละ 10 ช้อนโต๊ะ หรือกินมะเขือเทศใน รูปแบบอื่น เช่น น้ำมะเขือเทศ ฯลฯ เพื่อให้ได้โพแทสเซียม (Potassium/K) เพียงพอ โพแทสเซียมมีส่วนช่วยป้องกันโรคความดันเลือดสูงและมะเร็งต่อมลูกหมาก

7. กินกรดไขมันอิ่มตัวไม่เกินวันละ 20 กรัม และกินไขมันแปลงสภาพ (ทรานส์/Transfat) ให้น้อยที่สุด

8. อ่านฉลากอาหาร (Food Label) เลือกอาหารที่มีน้ำตาลต่ำ ไขมันต่ำ และเกลือต่ำ

9. กินผักและผลไม้วันละ 5 ทัพพี โดยเลือกให้มีสีหลากหลายต่างกันไปตามสีรุ้งได้แก่ ม่วง + คราม-น้ำเงิน + เขียว + เหลือง + แสดหรือส้ม + แดงและ สีขาว ซึ่งเป็นสีพืชพันธุ์เพื่ออายุยืนยาวได้แก่ หัวหอม, กล้วย

10. กินกระเทียมทุกวัน จากงานวิจัยพบว่า กระเทียมมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ เช่นลดปริมาณของคอเลสเตอรอลในเลือด และผลการศึกษาจากประเทศเยอรมนี ยังระบุอีกว่ากระเทียมช่วยป้องกันและลดการเกาะตัวของคราบไขมันบริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจ

11. ดื่มน้ำส้มเป็นปะจำ ผลวิจัยล่าสุดของ ‘คลีฟแลนด์คลินิก’ ระบุว่าการดื่มน้ำส้มวันละ 2 แก้ว ช่วยลดความดันโลหิตและช่วยสร้างสมดุลของระบบการทำงานในหัวใจได้ดี

12. กินชาดำซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐ-อเมริกา กล่าวว่า การดื่มชาดำช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็น โรคหัวใจ เนื่องจากประกอบด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ สารเคมีตัวนี้ช่วยป้องกันคอเลสเตอรอล ไม่ให้ทำลายเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจ

13. บริโภคหัวหอม ถนอมสุขภาพหัวใจ เนื่องเพราะในหัวหอมประกอบด้วยสารคิวเซทิน (Quercetin) พฤกษเคมี ที่ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้มากมาย และหนึ่งในคุณประโยชน์คือ ลดการอักเสบของผนังเส้นเลือดที่ทำให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคเส้นเลือดสมองแตก-ตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต

14. ดื่มชาเขียวเสมอ จากการศึกษาพบว่าสารสำคัญในชาเขียวมีอยู่ 2 ชนิดคือ แคททิชินและธีอะฟลาวินส์ สารเหล่านี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการออกซิไดซ์ของแอล- ดีแอล คอเลสเตอรอลซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ยับยั้งการสร้าง Cyclo Oxygenase ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ทำให้เกิดการรวมตัวของเกล็ดเลือด จึงเท่ากับเป็นการช่วยลดโอกาสเกิดหลอดเลือดอุดตันจากลิ่มเลือด อันเป็น
สาเหตุของอาการโรคหัวใจได้

ใจร้าว กับความเข้าใจเรื่องกลไกสุขภาพ

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2545 มีคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovacular Disease-CVD) เป็นจำนวนมากถึง32,896 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 4 คน ในจำนวนนี้เพศชายมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง โดยมีตัวแปรสำคัญคือ อายุที่เพิ่มขึ้น, ประวัติในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ (บิดา-มารดา และพี่น้องสายตรง), การสูบบุหรี่, คอเลสเตอรอลภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia), ความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวานและโรคอ้วน, ขาดการออกกำลังกาย

อาการสำคัญของโรคนี้มักเกิดจากภาวะไขมันในเลือดที่ผิดปกติ ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) เกิดเป็นตะกรันเกาะตัวหนาตามผนังหลอดเลือด นานเข้าหลอดเลือดจะปริกะเทาะ กระตุ้นให้เกล็ดเลือดมาเกาะรวมตัวกันในบริเวณดังกล่าว ทำให้เกิดการอุดตันอย่างเฉียบพลันจนมีโอกาสเสียชีวิต อ่านอาการกันมาถึงบรรทัดนี้ หลายคนชักกลัวใจตัวเองจะเสียหาย อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะเรามีคำแนะนำ 14 ข้อที่ทำง่าย ได้สุขภาพใจมากมายมาฝาก เรื้อรัง การอักเสบเรื้อรังปล่อยสารเคมีไปในเลือด ทำให้เส้นเลือดเสื่อมเร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจ

อ่านแล้วเริ่มทันที รับรองเห็นผลทันใจ รักตัวเองให้มากๆ แล้วจะมีคนอื่นมารักคุณเอง

ลิ้นบอกสุขภาพ

ลิ้นบอกสุขภาพ
http://women.sanook.com/health/tips/tips_54142.php

ลองเอากระจกขึ้นมาแล้วแลบลิ้นออกมาดู คุณจะสามารถรู้เกี่ยวกับสุขภาพของคุณได้มากมาย โดยดูสีของลิ้น และความหมายของมัน


ลิ้นสีน้ำตาลอ่อน คราบสีน้ำตาลอ่นอที่เกาะอยู่ที่ลิ้น ปกติจะมาจากคราบอาหารหลังจากรับประทาน จะมีคราบติดอยู่บนลิ้น ดังนั้นคุรควรแปรงลิ้นหลังรับประทานอาหาร และควรดื่มน้ำเยอะ เพราะน้ำช่วยให้มีน้ำลาย ซึ่งจะช่วยรักษาความสะอาดในปากได้

ลิ้นเป็นสีชมพูอ่อน/ขาว ลิ้นบางคนจะมีสีขาวซีด คราบสีขาวบนลิ้นจะมีปัญหาเมื่อมันลอกและมีเลือดออก ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นแสดงว่าคุณติดเชื้อรา ต้องไปให้แพทย์รักษา

ลิ้นมีสีชมพูอ่อนแก่สลับกัน เป็นจุดเล็กๆ ที่มีลักษณะเหมือนสิว บ่อยครั้งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งจะหายเองภายใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้าจุดนั้นขยายใหญ่ แปลแตกออกมาและไม่หายนานกว่า 2 อาทิตย์ คุณต้องไปหาหมอ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณบอกว่าคุณอาจเป็นมะเร็งที่ลิ้นได้ค่ะ

ลิ้นสีดำหรือน้ำตาลเข้ม เป็นอาการที่พบได้น้อยมาก จะมีลักษณะมีคราบขุยสีดำจับอยู่ ซึ่งเชื่อว่าเป้นคราบสกปรกที่ไม่ยอมหลุดออกไป คุณควรจะแปรงลิ้นเป็นประจำ ถ้าจำเป็นก็ควรใช้ช้อนหรือที่ขูดลิ้น ขูดเอาคราบออกบ้าง และควรลดชา กาแฟ และบุหรี่ เพราะทั้ง 3 อย่างนี้ทำให้ลิ้นเป็นคราบมากยิ่งขึ้น

6 กฎใหม่เพื่อสุขภาพ

ข่าวดี คือคุณฟิตได้โดยไม่ต้องไปโรงยิม ข่าวร้าย คือคุณต้องใช้ยาดับกลิ่นเต่ามากขึ้น องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ออกกำลังกายแรงๆ วันละ 30 นาที ไม่ใช่แบบเบาๆนะ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยง การมีน้ำหนักเกินและโรคหัวใจ เป็นการออกกำลังง่ายๆ ทำได้ด้วยการทำความสะอาดบ้าน ขัดพื้น เดิน แค่ให้ขาได้เคลื่อนไหวเป็นอันใช้ได้อย่าลืมว่าให้หัวใจทำงานเข้าไว้เพื่อความมีสุขภาพดี อย่าสร้างกฎเรื่องอาหาร จะได้ไม่ฝ่ากฎไงล่ะ ให้มองการกินจากมุมมอง 80-20 เลือกอาหารสดเป็นธรรมชาติ 80% แล้วกินสิ่งที่อยากกินโดยไม่นึกเสียใจทีหลัง 20% การอ่านฉลากเป็นสิ่งที่ดี แต่ระวังว่าอาจทำให้เข้าใจผิดได้ อย่างเช่น เกลือ ซึ่งบนฉลากมักอ้างปริมาณเสิร์ฟที่ไม่สมจริง

อาการหัวใจวายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับสามในอังกฤษและเป็นสาเหตุความพิการ ถ้าคุณสูบบุหรี่และไม่ดื่มอาจไม่ต้องกังวล แต่ข่าวการศึกษาน่าแปลกใจของสมาคมโรคหัวใจพิบัติพบว่าความเครียดเป็นตัวกระตุ้นโรคนี้ การหัดทำใจรับความเครียดความกังวลจะลดความเสี่ยงลงไปได้หนึ่งในสี่

เอวหนาเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ และเบาหวาน แต่ทางแก้ไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนัก การศึกษาใหม่ในวารสารแพทย์อเมริกันพบว่าการมีน้ำหนักมากที่เอวและสะโพกช่วยเพิ่มความเสี่ยง ปัญหาหัวใจแม้น้ำหนักตัวจะอยู่ในระดับทั่วไปก็ตาม ขนาดเอวเกิน 32 นิ้ว ของสตรีเป็นสัญญาณไขมันพอกพูนเส้นเลือก การชั่งน้ำหนักไม่ได้บอกอะไร แต่ขนาดตัวบอกได้ ให้ลดเอวด้วยการออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วัน ออกกำลังแบบแรงต้าน และพิลาเต้ เพื่อลดพุ่งป่อง
คนที่กินวิตามินซีทุกวันลดการเป็นหวัดได้แค่ 2% การค้นคว้าจากวารสารแพทย์บอกว่าไม่ได้หมายความว่าวิตามินซีไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ช่วยเสริมความสำคัญในการรับโภชนาการอาหารแทนผลไม้ ผักสดมีโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันแล้วให้ประโยชน์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน


การล้างพิษแบบเข้มงวดที่มีผักดิบ ถั่ว น้ำผลไม้ประหลาดและการละเว้นอะไรต่อมิอะไรซึ่งมีแต่จะทำให้ร่างกายหม่นหมองและรันทด แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เสนอว่าร่างกายเราต้องการความช่วยเหลือในการต้องการความช่วยเหลือในการกำจัดของเสีย มนุษย์มีความสามารถกำจัดของเสียอยู่แล้วด้วยอวัยวะ เช่น ตับ ปอด ไตและผิวที่ออกแบบมาให้ทำงานนี้ ถ้าคุณกินอาหารถูกต้องตามโภชนาการแล้วล่ะก็ การให้รางวัลตัวเองนิดหน่อยไม่เป็นอันตรายอะไรหรอก นักค้นคว้าบอกว่าถ้าอยากสติดีและผอมก็ต้องรีนิทอกซ์ คือ เซ็กซ์ เพื่อน ดื่ม แสงแดด หัวเราะ นอน และช็อกโกแลต เท่านี้ก็ทำให้แฮปปี้สุดๆ

เช็คโรคจากอาการปวดท้อง

เช็คโรคจากอาการปวดท้อง

ใครที่มักจะปวดท้องบ่อย ๆ แต่ไม่รู้ว่าปวดท้องเพราะอะไร เรามีวิธีการเช็คโรคจากอาการปวดท้องมาบอก...

- ปวดท้องด้านขวาตอนบน ความเจ็บปวดในบริเวณด้านขวาตอนบนของช่องท้อง มักเกิด จากโรคตับและถุงน้ำดี

- ปวดท้องบริเวณแอ่งกระเพาะอาหาร แอ่งกระเพาะอาหาร คือ บริเวณที่อยู่ใต้ซี่โครงลงมา การเจ็บปวดบริเวณนี้มักเกิดจากการแสบกระเพาะอาหารและอาการไม่ย่อย โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบอาจเกิดขึ้นในบริเวณนี้ได้เช่นเดียวกัน บางครั้งโรคต่างๆที่เกิดขึ้นที่ถุงน้ำดีก็อาจเกิดขึ้นในบริเวณส่วนท้องที่เป็นแอ่งได้

- ปวดท้องส่วนกลาง ส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุมาจากโรคที่เกิดขึ้นที่ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาการปวดท้องที่บริเวณนี้อาจเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งมักเริ่มขึ้นที่บริเวณนี้ก่อนเสมอ แล้วจึงเลื่อนมาเป็นส่วนล่าง

- ปวดท้องด้านซ้ายตอนบน อาจมีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ที่เกิดในลำไส้ใหญ่ เช่น โรคท้องผูกหรืออาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่ แต่หากมีอาการแสบกระเพาะอาหาร นั่นหมายถึงอาจเกิดจากกรดและอาการเจ็บปวดเนื่องจากแผลในกระเพาะ

- ปวดท้องด้านขวาตอนล่าง อาจเป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบอย่างเฉียบพลัน อาการอักเสบของลำไส้

- ปวดท้องด้านซ้ายตอนล่าง อาการปวดที่เป็นลักษณะปวดและคลายสลับกันพร้อมกับ อาการท้องร่วง หรือเกิดจากอาการท้องผูก อาจเกิดจากโรคถุงตันที่ลำไส้ใหญ่อักเสบ (Diverticulitis)


ครั้งหน้าปวดท้อง อย่าลืมตรวจดูว่าอาการปวดท้องนั้นเกิดจากอะไร จะได้รักษาได้ถูกอาการ.

สุขภาพใจ ทำนายสุขภาพกาย

สุขภาพใจ ทำนายสุขภาพกาย

http://women.sanook.com/health/tips/tips_53815.php

สุขภาพใจ ทำนายสุขภาพกายพอขึ้นปีใหม่ ใครหลายคนมักจะชอบสืบเสาะหาหมอดีมาทำนายดวง นัยว่าถ้าดี ร้าย จะได้แก้เคล็ดกันทัน ขอเอาใจสาวๆ ทำนายดวงสุขภาพให้นักอ่าน ด้วยการตั้งตัวเป็นแม่หมอเฉพาะกิจ รับรองผลความแม่ยำ 99.99% เชียวล่ะ เพราะทั้งหมดนั้นคือข้อเท็จจริงจากผลงานวิจัยมากมายที่รายงานถึงความเกี่ยวโยงระหว่างลักษณะนิสัยต่างๆ กับแนวโน้มการเกิดโรค ปี 2009 นี้ คุณจะอายุยืน หรือเป็นโรคอะไรในปีนี้ เช็กด่วนจากนิสัยเสียส่วนตัว


นิสัยขี้ใจร้อนอันตรายของคนที่มีนิสัยแบบนี้คือโรคแผลในกระเพาะอาหาร นักวิจัยจากอินสติติวท์ ออฟ ออกคิวเปชันนัล เฮลท์ของฟินแลนด์ ศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 4,000 คน และพบว่า

+คนที่หุนหันพลันแล่นมีความเสี่ยงเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร สูงกว่าคนอื่นๆ 2.4 เท่า ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อความเครียดด้วยการผลิตกรดออกมามากกว่าปกติ และเป็นสาเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหาร

+ มีปัญหาในการควบคุมการกินอาหาร นอกจากนั้นยังพบว่า นิสัยขี้โมโหเกี่ยวพันอาจทำให้มีพฤติกรรมการกินมาก หรือน้อยเกินปกติ จนทำให้ร่างกายขาดความสมดุลในการรับสารอาหาร เป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ ตามมา

ขี้กังวล

+มีแนวโน้มเป็นความดันโลหิตสูงกว่าคนปกติสามเท่าการศึกษาของมหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นแอริโซนา ชี้ว่า สาเหตุอาจมาจากฮอร์โมนความเครียด

+ มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ขณะเดียวกัน ผู้หญิงที่ขี้กลัว เช่น กลัวความสูง จะส่งผลให้ร่างกายมีความดันโลหิตและการสะสมคลอเรสเตอรอลสูง ทำให้เสี่ยงต่อระบบหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจผิดปกติ

+ อาจตายในสิบปี ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาของมหาวิทยาลัยแอนต์เวิร์ป เบลเยียม ยังพบว่า 27% ของคนขี้กังวล ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตภายในช่วงเวลา 10 ปี ของการรับการบำบัดโรคหัวใจ ซึ่งสูงกว่าความเสี่ยงในเกณฑ์มาตรฐาน 7% ของคนทั่วไป

นิสัยก้าวร้าว

+ ระวังความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ คนที่ก้าวร้าวมักตอบสนองต่อความเครียดทั้งทางร่างกายจิตใจอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น ส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากสก็อตแลนด์ที่ระบุว่า อาการหลอดเลือดแข็งมักพบกับคนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว

+ ร่างกายฟื้นตัวช้า ความไม่เป็นมิตรยังสร้างแนวโน้มปัญหาสุขภาพรุนแรงหลายโรค ข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับงานศึกษาอีกชิ้นจากสหรัฐอเมริกา ที่แสดงให้เห็นว่าคนที่มีนิสัยก้าวร้าวเสี่ยงต่ออาการอักเสบเรื้อรังทั่วร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคมากมาย เช่น โรคหัวใจ สาเหตุอาจเนื่องมาจากการมีโปรตีนในระบบภูมิคุ้มกันที่เชื่อมโยงกับการอักเสบมีสูงกว่าคนปกติ ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอยังเพิ่มเติมว่า คนที่ชอบกราดเกรี้ยวใช้เวลาเยียวยาบาดแผลนานกว่าปกิอีกด้วย

+ มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า งานวิจัยอีกชิ้นจากอเมริกาชี้ว่า คนก้าวร้าวมีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการซึมเศร้ารุนแรงจิตตก และมีโอกาสทำร้ายร่างกายตัวเอง หรือฆ่าตัวตายสูง


ขี้อาย

+ ติดเชื้อไวรัสง่าย งานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียระบุว่า คนขี้อายมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส โดยในการศึกษาจากสัตว์พบว่า สัตว์ที่ชอบอยู่รวมกับฝูงมีต่อมน้ำเหลืองที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าสัตว์ที่ขี้อาย ต่อมน้ำเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย มีหน้าที่ช่วยทำลายเชื้อโรคที่สามารถแพร่เชื้อ เช่น เชื้อไวรัส ดังนั้นสุตว์ หรือบุคลที่ระบบไม่ทำงานเต็มประสิทธิภาพจึงขาดภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย

เงียบขรึม

+ เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ คนที่มีอาการซึมเศร้านอกจากจะประสบปัญหาทางอารมณ์แล้ว ยังถูกปิดกั้นทางความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นในการเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังระบุว่า หากคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ จะมีอัตราเสียชีวิตสูงขึ้น สาเหตุสืบเนื่องมาจากปัญหาในการควบคุมฮอร์โมนความเครียดไม่สมดุล ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูง และเส้นเลือดอุดตัน ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ผู้ที่มีลักษณะนิสัยแบบนี้ยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต้องทำงานหนัก จึงมีการอักเสบมากขึ้น และเป็นอันตรายต่อเส้นเลือด

ประสาท

+ ระวังโรคหอบหืด ปวดศรีษะ แผลในกระเพาะอาหาร และโรคหัวใจ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแจงว่า คนที่มีนิสัยแบบนี้ชอบโทษตัวเอง และเป็นปฏิปักษ์มากกว่าพยายามขอความช่วยเหลือและกำลังใจจากคนอื่น จึงมีแนวโน้มเครียดสูง ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันด้อยประสิทธิภาพ และอ่อนแอต่อโรค หรืออาจเป็นเพราะคนที่มีอาการทางประสาทมักซึมเศร้า ซึ่งมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง

มองโลกแง่ร้าย

+ อาจอายุสั้น และเป็นโรคพาร์คินสัน คนแบบนี้มีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับคนที่มองโลกแง่ดี ดร.เจมส์ โบเวอร์ จากมาโย คลินิกในอเมริกา พบว่าคนที่มองโลกแง่ร้ายและมีความกังวลสูง มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเป็นโรคพาร์คินสันในวัยชรา